อัล คาโปน (Al Capone)
ต้องขอบคุณ อัล คาโปน ที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
อัล คาโปน เขาเป็นทั้งนักธุรกิจ หัวหน้าแก๊ง และจอมวายร้าย ช่วงทศวรรษที่ 20-30 ในช่วงที่วายร้ายป่วนเมืองทั่วอเมริกา และเขาเคยเป็นผู้ที่ทำให้ FBI ต้องปวดหัวหนักแล้ว แม้ว่าจะมีประวัติอาชญากรรมของอัลคาโปนจะหนากว่าพันหน้าแต่ก็เอาผิดเขาไม่ได้ จนกระทั้งเขาผิดคุกข้อหา “หลีกเลี่ยงภาษี” แค่นี้แหละ ทำให้อัลคาโปนถูกส่งไปยังคุกอัลคาทราซ เอาเป็นการสิ้นสุดยุค อัล คาโปน นับแต่นั้นเป็นต้นมา
จากลูกช่างตัดผมสู่การเป็นจอมวายร้าย
อัล คาโปน มีชื่อจริงว่า อัลฟองเซ่ คาโปเน เกิดใน ค.ศ. 1899 ในบรูนิค นิวยอร์ค เป็นบุตรคนที่ 4 ของครอบครัวอพยพชาวอิตาลี หัวหน้าครอบครัวชื่อกาเบรียล คาโปเน ที่อพยพมาหากินในอเมริกาตั้งแต่ปี 1894 โดยหอบลูกเมียมาอยู่ด้วย
ในด้านการกินอยู่ของครอบครัวของอัล คาโปนก็เหมือนกับครอบครัวอพยพทั่วๆ ไปแหละ พ่อทำงานหนักเพื่อเลี้ยงครอบครัว อยากให้ลูกมีอนาคต จึงเลี้ยงลูกให้มีระเบียบวินัย แต่กระนั้นก็ปล่อยลูกเที่ยวเล่นเป็นบางครั้งเพราะมั่วแต่ทำงาน
ส่วนที่นอนของคาโปนน่ะเหรอ โน้นอยู่ข้างล่างของอพาร์ตเมนต์แบ่งเช่าในบลูคลิน ที่ 6 ห้องก็เล็ก อย่างกับเล้าไก่ เลยแหละ
ด้วยความจน อัล คาโปนตอนเด็กเริ่มคิด เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม การแก่งแย่งชิงในสังคม คนรวยอยู่เหนือคนจน เขาเริ่มคิด คิดว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้คนรวยเหล่านั้นเอาเงินมากำนัลเขาให้ได้
ครอบครัวของอัล คาโปน ย้ายบ้านอีกครั้ง ไปย่าน การ์ฟิลด์ เพลซ บรูคลิน อัลคาโปนล้มเลิกการเรียนหนังสือ ในขณะที่เรียนได้เกรด 6 เพื่อช่วยงานหาเงินในครอบครัว แต่เพราะความจนทำให้อัล คาโปน ต้องอยู่ในวงจรแก๊งนักเลง ฉกชิงวิ่งราว ข้างถนน และด้วยความที่เขาฝีมือดี เป็นคนหัวไว แม้เขาไม่สูงใหญ่นัก แต่ก็คล่องแคล่วว่องไว และเอาตัวรอดเก่ง ทำให้ได้รับการชักชวนจากแก๊งของเจ้าพ่อ จอห์นนี ทอร์ริโอ เพราะเห็นแววว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นใหญ่ในโลกอาชญากรรมแน่นอน
ต่อมา แก๊งของ จอห์นี ทอร์ริโอ เริ่มขยายใหญ่ และมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น โดยระบบการหาเงินของแก๊งนี้ส่วนมากจะทำงานผิดกฎหมายแต่ได้ผลตอบแทนสูง เช่น ขายของเถื่อน ลักลอบส่งสินค้าประเทศยาเสพย์ติดเป็นต้น
เมื่ออัลคา โปน มาอยู่แก๊งนี้ เริ่มแรกเขารับใช้จอห์นี ทอร์ริโอ ด้วยความเก่งของอัลคาโปน ทำให้จอห์นี ทอร์ริโอเริ่มให้ความไว้ใจเด็กน้อยคนนี้อย่างรวดเร็ว
ช่วงปีค.ศ.1918 อัล คาโปน ออกจากแก๊งเพื่อทำงานสุจริตโดยทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้านเหล้า ฮาวาร์ด อินน์ และต่อมาถูกแกลลูซิโอ ที่อยู่คนละแก๊งกัน ทำร้ายจนหน้าของเขาเป็นแผลเหวอะ จนกลายเป็นแผลเป็นหน้าบากจนเขาได้รับฉายาว่า ไอ้หน้าบาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อ อัล คาโปน อายุ 19 ก็แต่งงานกับเม ค็อกลิน อายุ 21 ปี เป็นสาวสวยจากคนชั้นกลางฐานะดี และมีลูกชื่อ อัลเบิร์ต ฟรานซิส คาโปนซึ่งช่วงนี้ต้องการเงินเพื่อสร้างฐานะมาก จึงลาออกจากบาร์เทนเดอร์มาเป็นคนดูแลร้านหนังสือพิมพ์บิลติมอร์ แต่ทำไม่นานก็ลาออก และเข้ามาทำงานผิดกฎหมายกับแก๊งทอร์ริโออีกครั้ง
เมื่อธุรกิจใต้ดินของแก๊ง จอห์นี ทอร์ริโอ ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทอร์ริโอก็เริ่มมองการณ์ไกลว่าจะขยายแก๊งนี้ไปทั่วสหรัฐ โดยเปิดตลาดมืดในชิคาโก ปี ค.ศ.1909 และวางมือโดยยกผลประโยชน์ให้ แฟรงกี เยล อาจารย์ของอัลคาโปนสืบทอดแทน และเริ่มสร้างอิทธิพลในชิคาโก ปี ค.ศ.1920 โดยมีอัล คาโปน ที่ก้าวมาเป็นมือขวาของทอร์ริโออย่างเป็นทางการ
แดนคนเถื่อน
ชิคาโกในเวลานั้นเต็มไปด้วยจอมวายร้าย ผลประโยชน์ และ อิทธิพล
นอกจากนี้ที่ชิคาโกยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วย สถานเริงรมย์และสถานบริการต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งดูดเงินให้กลุ่มมาเฟียทั้งใหญ่และเล็ก เงินทุกๆ ดอลลาร์นอกจากจะจ่ายภาษาให้รัฐบาล ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองแก๊งต่างๆ ในแต่ละแวกด้วย ซึ่งชิคาโกช่วงนั้นอยู่ภายใต้การครอบครองของแก๊งขาใหญ่ บิก จิม โคโลสซิโม และภรรยา วิกเตอเรีย โมเรสโก ซึ่งมีอาชีพเป้นแม่เล้าคุมซ่องทั้งหมด ส่วนสามีมีหน้าที่วางอำนาจมืดในกรมตำรวจที่ชิคาโก ด้วยเหตุนี้แก๊งของบิก จิม จึงมีอำนาจมากในช่วงนั้น
ในเวลาต่อมา อำนาจของ บิก จิม เริ่มสั่นครอง เพราะบิก จิม ถูกฆ่า ที่คลับส่วนตัว มีคนให้การว่าเขามือปืนคนที่เขานั้นหน้าเหมือนแฟรงกี เยล อย่างกับแกะ
หลังการตายของ บิก จิม จอห์นนี ทอร์ริโอ เริ่มก้าวมาคลุมอำนาจในชิคาโกแทน และด้วยฐานของ บิก จิม วางเส้นสายก่อนหน้าไว้แล้ว ทำให้ระบบมาเฟียในชิคาโกสามารถดำเนินต่อไปอย่างไร้ปัญหา
จากนิวยอร์ค บรูคลิน สู่ชิคาโก จอห์นนี ทอร์ริโอที่คิดว่าตัวเองเหมือนซีซาร์ ยังขยายอำนาจไปทั่ว จนอาณาเขตมาเฟียของเขาใหญ่มาก แต่กระนั้นในช่วงปั้นปลายทอร์ริโอเริ่มวางมือและกลับไปใช้ชีวิตตามประสาคนแก่ที่บ้านเกิดที่อิตาลี เลยให้อำนาจทั้งหมดแก่ อัล คาโปน ดูแล และอัล คาโปน ก็ไม่ให้สมาชิกแก๊งผิดหวัง พร้อมเปิดโครงการใหม่ๆ เช่น การพนัน การแข่งม้า ชนไก่(มีหรือเปล่า?) และที่สำคัญท้าทายอำนายรัฐคือ ธุรกิจเหล้าเถื่อน ซึ่งกฎหมายอเมริกาในช่วงนั้นคุมเข้มเรื่องการลับลอบนำเข้าเหล้าเถื่อนข้ามเขตแดนมาก ซึ่งกฎหมายนี้ทำให้สุราขาดตลาด อัล คาโปน เห็นจุดหากำไรนี้เลยเริ่มเปิดโครงการ แต่ด้วยโครงการนี้เป็นโครงการสร้างกำไรมหาศาลทำให้แก๊งของอัล คาโปน ต้องเปิดศึกสาดกระสุนจากแก๊งอื่นๆ อยู่บ่อยครั้ง
แม้อัล คาโปนจะเป็นมาเฟีย แต่อัล คาโปน ยังมีนิสัยน่ารักอยู่สองอย่างคือเขารักเพื่อนพ้องและผู้มีพระคุณมาก ขนาดยอมตายแทนได้(แบบเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้) และเขาจะไม่สังหารเด็ก และผู้หญิงของแก๊งคู่อริโดยเด็ดขาด(อันนี้เป็นกฎประจำแก๊งมาเฟียทั่วไปในชิคาโก)
เดือนมกราคม ปี ค.ศ.1925 จอห์นนี ทอร์ริโอ กลับบ้านมาอยู่ชิคาโก ในขณะที่เขาจ่ายเงินให้ภรรยา ขณะที่ทอร์ริโอเดินถือของตามหลังภรรยาอยู่ใน จู่ๆ มีชายสองคนมายิงเขา 4 นัด เข้าที่แขนขา ต้นขา หน้าอก และที่คอ แต่ทอร์ริโอดวงแข็งรอดชีวิตมาได้ อัล คาโปนทราบข่าวจึงรีบไปเยี่ยมและนั่งเฝ้าเจ้านายเขาเคียงข้างเหมือนดั่งพ่อลูกไม่หลับไม่นอน เมื่อทอร์ริโอหายก็เจอคดีจำคุก 9 เดือน และปี 1925 จอห์นี ทอร์ริโอ ก็มอบอำนาจทั้งหมดของแก๊งให้อัล คาโปน เป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ
ปี ค.ศ. 1925 อัล คาโปน ส่งลูกชายเขาโรงพยายามและบังเอิญพบ แฟรงกี เยล อดีตเจ้านายและอาจารย์เก่า ก็คุยตามประสาคนคุ้นเคย จนกระทั้งแฟรงกีกล่าวถึงว่าจะมีมือปืนจากแก๊ง ริชาร์ด โลเนอร์แกน ลอบสังหารเขากับสมาชิกแก๊งของคา โปน ในงานวันคริสต์มาส ที่คลับอโดนีส เยลเตือนว่าให้อัล คาโปนล้มเลิกเป็นเจ้าพ่อเถอะ มันไม่คุ้ม
แต่อัล คาโปน ไม่ฟังคำเตือน ในงานวันงานคริสต์มาส พวกสมาชิกอัลคาโปนเตรียมอาวุธครบมือเต็มที่ เขาเชิญให้โลเนอร์แกนมางานนี้ด้วย พอโลเนอร์แกนมาถึง ลูกน้องของอัล คาโปนที่ซุ่มอยู่ก็จ่อยิงทั้งเจ้านาย และลูกน้องตายหมด
และนี้คือที่มาของ “ฆาตกรรมหมู่ที่อโดนิส”
แม้อัลคาโปนจะได้ตำแหน่งหัวหน้าแก๊ง แต่ความแค้นที่มีต่อผู้ลอบยิงเจ้านายที่เขารักเหมือนพ่อนั้นยังไม่ลืมเลือน จนกระทั้งเขารู้ว่ามือปืนสองคนที่ลอบยิงเจ้านายเขาคือ ไฮมี ไวสส์ และ บักส์ มอแรน จากแก๊งมอแรนไวส์ที่ขัดผลประโยช์เรื่องเหล้าเถื่อน อัล คาโปน จึงคิดบัญชีแก๊งของสองคนนี้
14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1926 อัล คาโปน บินไปพักผ่อนที่ฟลอริดา โดยส่งลูกน้องที่มี ไอ้ปืนกลแจ๊ก แมคเกิร์น นำทีม โดยแผนการในครั้งนี้วางไว้โดยให้นกต่อไปติดต่อสู้เหล้าล็อตใหญ่และให้ไปส่งมอบที่อู่ซ่อมรถและมีสมาชิกของแก๊งคาโปนปลอมตัวเป็นตำรวจดักรออยู่
และเมื่อสมาชิกแก๊งมอแรนไวสส์มาถึงอู่รถ ตำรวจปลอมก็มาถึง ทำการค้นตัวและให้สมาชิกแก๊งมอแรนไวสส์ ดันให้ชิดฝา และทั้งหมดก้ถูกสาดกระสุนด้วยปืนกลจนตายยกแก๊ง
และคดีที่เป็นตำนานที่สุดของ อัล คาโปนจนได้ระบือนามว่า “คดีสังหารหมู่ในวันเซนต์ วาเลนไทน์”
หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้แก๊งน้อยใหญ่ในชิคาโกกลัวแก๊งของอัล คาโปนขี้หดตดหาย แก๊งของอัล คาโปนกลายเป็นแก๊งที่ไม่มีใครต่อกรด้วย ประโยชน์และอิทธิพลของชิคาโกทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำของอัล คาโปน แต่เพียงผู้เดียว
เด็ดปีกอัล คาโปน
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1929 อัล คาโปน ถูกจับหลายครั้งจากหลายคดี เป็นพันๆ หน้าของ FBI แต่เขาก็รอดทุกครั้ง ถึงแม้เขาจะถูกจำคุก เขาก็ติดอยู่ไม่ถึงเดือน
ความอหังการของอัล คาโปนนี้ว่ากันว่าเขาสามาถซื้อกรมตำรวจได้ทั้งกรม และสามารถซื้อผู้พิพากษาและคณะลุกขุนได้ด้วยซ้ำ และนอกจากนี้เขายังมีทนายสุดเก่งนาม"อีซี่ เอ็ดดี้"
กล่าวกันว่าทนายผู้นี้ มีความสามารถในระดับที่จะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระดับประเทศได้เลยทีเดียวหากเขาเกิดในช่วงสงครามฝ่ายเหนือ-ใต้ของอเมริกา
เอ็ดดี้เป็นทนายความที่เก่งมาก ที่จริงแล้ว ก็เพราะฝีมืออันเก่งกาจในการเล่นแง่ทางกฎหมายของเอ็ดดี้นี่เองที่ทำให้ "บิ๊กอัล" พ้นคุกอยู่ได้เป็นเวลานานซึ่งอัล คาโปนก็แสดงความมีน้ำใจต่อเอ็ดดี้ด้วยการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมหาศาล
เอ็ดดี้ไม่เพียงได้รับเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังได้รับผลประโยชน์อื่นๆ อีกด้วย เอ็ดดี้และครอบครัวได้ครอบครองคฤหาสห์ที่มีรั้วรอบขอบชิดพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ในยุคนั้น ที่ดินก็มีขนาดใหญ่จนกินเนื้อที่ไปตลอดย่านหนึ่งของชิคาโก เอ็ดดี้เสวยสุขอยู่กับกลุ่มอันธพาลของชิคาโกและแทบจะไม่ได้ใส่ใจเลยว่ารอบตัวเขานั้นมีแต่สิ่งชั่วร้าย เพราะเขามีลูกที่เขารักที่สุดนั่นเอง
คาดว่าอัล คาโปนและพรรคพวกขู่กับเขาถึงเรื่องลูกนั่นเอง(แค่ขู่ ไม่ได้ฆ่า)
แม้ว่าเอ็ดดี้จะมีส่วนพัวพันกับกลุ่มคนที่ก่ออาชญากรรม แต่เอ็ดดี้ก็ได้เพียรพยายามสอนลูกชายของตนให้สามารถแยกผิดชอบชั่วดีได้ เอ็ดดี้อยากให้ลูกเป็นคนที่มีคุณธรรมมากกว่าตัวเขาเอง แต่เนื่องจากความมั่งคั่งและอิทธิพลทั้งหมดที่รายล้อมอยู่รอบข้าง ทำให้เอ็ดดี้ตระหนักว่ามีสิ่งสำคัญสองประการที่เขาไม่สามารถมอบให้กับลูกชายได้ซึ่งนั่นก็คือเขาไม่สามารถทำตัวให้เป็นที่ยอมรับต่อสังคมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกได้
ในปีทศวรรษ ที่1930 แม้ว่าจะหนักใจ แต่แล้ววันหนึ่ง อีซี่เอ็ดดี้ตัดสินใจได้ เพื่อเป็นการแก้ตัวจากสิ่งผิดที่เขาได้เคยทำไว้ เอ็ดดี้จึงตัดสินใจเข้าพบเจ้าหน้าที่ของรัฐและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับอัล คาโปน หรือ "ไอ้หน้าบาก" เพื่อล้างมลทินให้กับตัวเองและเพื่อสอนให้ลูกรู้จักคำว่าคุณธรรมซึ่งเขาจะต้องขึ้นศาลเพื่อให้การเอาผิดกับอันธพาลกลุ่มนี้และเอ็ดดี้เองก็รู้ว่าผลที่ตามมานั้น เลวร้ายอย่างสุดจะคาดคิด
เอ็ดดี้ ได้ไปให้การต่อ เจ้าหน้าที่เอลเลียต เนส ในการเอาผิดกับเจ้าพ่ออัล คาโปน เพื่อให้ชิคาโก้ เกิดความสงบที่แท้จริง
เอลเลียต เนส ใครไม่รู้จักก็ขอให้กลับไปอ่านคดีฆาตกรรมปริศนา คิงส์เบอรี รัน (The Kingsbury Run Murder) ฆาตกรล่าเนื้อแห่งคลีฟแลนด์ น่ะครับ
ทว่า...............
การกระทำของ เอ็ดดี้ มีหรือที่ อัล คาโปนแน่นอนไม่มีลังเล จึงส่งคนไปขู่ว่าจะฆ่าเขาซะ หากว่าเอ็ดดี้กระทำตนเป็นวีรชนเช่นนี้
แต่แล้ว เขาก็ไปให้การต่อศาลในที่สุด และในปีนั้นเอง อีซี่เอ็ดดี้ก็จบชีวิตลงจากการถูกลอบยิงในถนนสายเปลี่ยวในชิคาโก
และภายหลัง พ่ออย่างเอ็ดดี้ก็มีส่วนร่วมในการสร้างวีรบุรุษของชาติอย่างนาวาตรี บุตช์ โอแฮร์แห่งกองทัพเรือสหรัฐ เพราะนาวาตรีผู้นี้คือผู้สละชีพในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ได้รับเหรียญ Congressional Medal of Honor และเสียชีวิตในสงคราม เมื่ออายุเพียง 29 ปี
เพื่อไม่ให้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ต้องเงียบหายไปตามกาลเวลา จึงได้มีการตั้งชื่อสนามบินนานาชาติของเมืองชิคาโกซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาว่า "สนามบินนานาชาติโอแฮร์" เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของวีรบุรุษผู้นี้พร้อมสร้างอนุสาวรีย์และตั้งแสดงเหรียญกล้าหาญที่เขาได้รับไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมตรงบริเวณระหว่างเทอร์มินัล 1 และ 2
และนาวาตรี บุคค์ โอแฮร์ คือบุตรของ เอ็ดดี้นั่นเอง
หลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียว คำสั่งจากรัฐบาลกลางได้ออกคำสั่งให้เอลเลียต เนส กวาดล้างขยะสังคม อัล คาโปน เป็นหมายเลข 1 ที่จะต้องถูกกำจัด แม้ว่าอัล คาโปนจะมีเครือข่ายทั่ว ชิคาโก้ก็ตามที
แต่การสู้กับอัล คาโปนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะสายของอัล คาโปน นั้นมีอยู่เต็มไปหมด แม้กระทั้งลูกน้องของเอลเลียตยังถูกซื้อตัว
แต่แล้วสัญญาดีๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อทีมของ เนส สามารถติดต่อคนวงในของแก๊งอัล คาโปน ได้ และสามารถสืบช่องหาทางการเลี่ยงภาษีของสมาชิกแก๊งคนอื่นๆ ได้ เช่น น้องชายของอัล คาโปน เจน, กู วิค, แฟรค์ นิตตี และสามารถเอาบัญชีเลี่ยงภาษีของอัล คาโปน มาอยู่ในมือได้สำเร็จ
16 มิถุนายน ปี ค.ศ.1931 คดีหลบเลี่ยงภาษาของอัล คาโปน และพรรคพวก ถูกขึ้นสู่ศาสเป็นนัดแรก คดีนี้ต่อสู้ในศาลหลายเดือน ในช่วงนี้ อัล คาโปน เริ่มเป็นคนดีเป็นพิเศษ เช่น แจกข้าวให้คนจน เอาเงินไปบริจาค ฯลฯ
24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1931 ศาลอ่านคำพิพากษา ให้อัล คาโปนมีความผิดข้อหาหลบเลี่ยงภาษี มีผลให้อัล คาโปน จำคุก 11 ปี
อัล คาโปน ไม่เชื่อหูตัวเอง “อะไรว่ะ โกงตั้งเยอะ แพ้ได้ไงตู” เขานั่งในคอกอยู่นาน จนเจ้าหน้าที่ต้องเชิญเขาออกจากที่นั่ง
นอกจากอัล คาโปน จะโดนจำคุกแล้ว เขายังต้องเสียค่าปรับภาษีย้อนหลังหลายแสนดอลลาร์ และยังถุกริบที่ดินและทรัพย์สมบัติจากุรกิจผิดกฎหมายอีก อัล คาโปน ต้องถูกย้ายที่คุมขังที่เคาน์ตี ต่อด้วยแอตแลนตา ก่อนถูกส่งตัวมายังอัลคาทราซ แคลิฟอร์เนีย ในที่สุด และที่นี้ศัตรูเก่าอัล คาโปน มีเพียบ เลยโดนรับน้องอย่างอ่วมอรทัย
วันที่18 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1931 ผู้ว่าการรัฐ อิลลินนอยส์ ประกาศครั้งล่าสุดว่า "ไม่มีแก็งค์อัล คาโปนที่จะทำความเดือดร้อนอีกต่อไป ตราบใดที่ยังมีเราอยู่"
วันที่ 16 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1939 อัล คาโปน พ้นโทษ แต่ป่วยเป็นโรคซิลิสที่ติดจากในคุก ทำให้เขาต้องรักษาตัวอยู่นาน จนไม่สามารถกลับเป็นใหญ่ได้อีก แต่กระนั้นก็มีทรัพย์สินส่วนตัวที่รอดพ้นมือตำรวจมากมาย เขามอบอำนาจให้เจ้าพ่อคนใหม่ และกลับไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัวที่ไมอามี่
25 มกราคม ปี ค.ศ. 1947 อัล คาโปน เสียชีวิต เป็นอันปิดฉากตำนานเจ้าพ่อที่เหนือเจ้าพ่อในที่สุด
“ขอบคุณครับ อัล คาโปน”
จากหนังสือพลิกแฟ้มคดีอื้อฉาวเอฟบีไอ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ภานุดาเรียบเรียง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น