วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

6 วิธีหาเงินหน้าด้านในประวัติศาสตร์

6 วิธีหาเงินแบบหน้าด้านในประวัติศาสตร์
The 6 Most Horrifying Ways Anyone Ever Got Rich


สิ่งที่จะอ่านต่อไปนี้ ขอเตือนว่าอย่าทำเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะมันไม่เหมาะกับคนที่อ่อนแอหรอก หรือเป็นวิธีที่หาเงินที่มนุษย์ทั่วไปเขาไม่ทำกัน แม้คุณจะติดหนี้เขาล้านหนึ่ง คุณก็ไม่สามารถทำวิธี 6 วิธีต่อไปนี้ได้หรอก
ที่เก่าเวลาเดิม(http://www.cracked.com/article_16633_6-most-horrifying-ways-anyone-ever-got-rich.html)
+
BODY{
background:url(http://image.dek-d.com/4/604393/6656647jpg.);
background-attachment:fixed;
}
+ แปลแล้วสนุกดีนะครับ

อันดับ 6. ฆ่าเอาประกัน
เบลล์ กันเนส (Belle Gunnes) (เกิด ค.ศ. 1859 ตาย ค.ศ. 1931??)
เบลล์ กันเนส ฆาตกรสาวที่มีวิธีหาเงินแบบหน้าด้านๆ ที่ปัจจุบันมักทำกัน นั้นคือ “ฆ่าเอาประกัน” ที่มันช่างง่ายและได้เงินดีเสียด้วยสิ
เบลล์ กันเนส อพยพจากประเทศนอร์เวย์มาสหรัฐอเมริกาใน1881 และแต่งงานกับสามีจากนั้นก็ซื้อบ้าน แต่อยู่ไม่ถึงหนึ่งปีบ้านก็ไฟไหม้ โชคดีมันได้รับประกันภัย และเธอใช้เงินนั้นมาซื้อบ้านอีก ในปี 1898 บ้านก็โดนไฟไหม้อีกและได้เงินประกันอีก จากนั้นใน ปี 1900 บ้านเธอก็ไหม้อีก แถมคราวนี้สามีของเธอในกองเพลิงด้วย แน่นอนเบลล์ก็ได้เงินประกันอื้อเลย
จากนั้น เบลล์ ก็ใช้เงินที่จะซื้อฟาร์มใน La Porte, Indiana และต่อมาไม่นาน ในปี 1902 สามีคนที่สองก็ตายด้วยอุบัติเหตุเครื่องบดไส้กรอกหล่นใส่หัว (มันหล่นได้ไงวุ้ย) แม้จะน่าสงสัยแต่บริษัทประกันยินดีจ่ายให้เธอเป็นเงิน $3,000
จากนั้นเบลล์ก็ประกาศหาสามีในหนังสือพิมพ์ สองปีต่อมามีชายหลายคนที่เป็นสามีหายไปในฟาร์มเธอไปหลายราย และเธอก็ได้เงินประกันสามีหายซะด้วยสิ
ในตอนท้าย 28 เมษายน 1908 เกิดความสงสัยม่ายสาวคนนี้ เลยบุกเข้าฟาร์มเพื่อค้นบ้าน ตำรวจที่ค้นพบร่างสี่ร่างในห้องใต้ดิน ผู้ใหญ่หนึ่ง และเด็กสาม ที่คาดว่าเป็นลูกของเธอ จากนั้นก็ค้นพบร่างอีก 12 ร่าง ที่ระบุไม่ได้เป็นใครเพราะถูกตัดหัว ส่วนตัวเบลล์นั้นเธอชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตนเองพร้อมบ้าน แต่ผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป็นของเธอ เพราะศพนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุต ต่างกันกว่าสองนิ้ว??
เธอทำเงินมากเท่าไหร่?
คะเนได้ว่าสาวคนนี้ทำเงินไป $ 30,000 จากสามีต่างๆผู้ซึ่งได้รับดูดในโดยโฆษณาหนังสือพิมพ์ บ้านถูกไฟไหม้(ซึ่งไหม้ประจำ)เป็นครั้งละ $ 250,000

อันดับ 5. ดักฆ่าคนกลางทางแล้วเอาศพไปขายให้นักศึกษาแพทย์
แฮร์กับเบอร์ค ( Hare & Burke William)
คนสองคนทำอะไรก็ได้เพื่อเงิน...ในช่วงศตวรรษ 19 อังกฤษอยู่ในช่วงพัฒนาด้านการผ่าตัดเพื่อรักษา ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องศึกษาร่างกายให้ถี่ถ้วน โดยใช้ร่างของคนตายมาชำแหละเพื่อทำการวิจัย แต่การโดนจำกัดเรื่องกฎหมายเนื่องจากเขาอนุญาตให้ใช้ผู้ตายในคดีอาชญากรรมเท่านั้น ดังนั้นทำให้หลายคนจึงแอบใช้วิธีขุดศพที่ตายใหม่ๆ จากหลุม แล้วนำมาขายให้แพทย์ ซึ่งได้เงินเสียด้วยสิ(ประมาณ 7 ปอนด์ ต่อน้ำหนัก)
แต่สำหรับแฮร์กับเบอร์คเขามีวิธีหาเงินง่ายกว่าขุดศพมาขายอีก ก็ฆ่าเหยื่อแล้วสวมรอยเป็นศพที่แอบขุดไง ตอนแรกทำกับคนที่บ้านเช่าของพวกเขา พอนานๆ วันก็หันมาดักฆ่าเหยื่อตามท้องถนนยามค่ำคืน เอาคนที่เร่ร่อน ไม่หัวนอนปลายเท้า คนแก่นี้แหละง่ายดี จากนั้นก็มาสวมรอยว่าเป็นศพที่ขุดจากสุสาน หลอกขายให้แพทย์ที่รับซื้อ เสร็จแล้วก็ได้ตังค์เข้ากระเป๋าแบบสบายอุรา
แฮร์กับเบอร์ค ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ กว่า18 เดือน มีเหยื่อที่ตายด้วยฝีมือของพวกเขา 16 คน (บางเว็บ 30 คน) และผลสุดท้ายก็หยุดลงเมื่อแฮร์ทรยศหักหลังเขาเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจเพื่อแลกกลับการอภัยโทษเขา ส่งผลให้เบอร์คถูกลงโทษประหารชีวิตเพียงคนเดียว แถมเชือกที่ใช้แขวนคอเขานั้นมันสั้นเกินไป เขาตายอย่างช้าๆ อย่างทรมาณ จากนั้นร่างกายไร้วิญญาณของเขา ถูกส่งให้นักเรียนแพทย์เพื่อใช้ชำแหละศึกษา สอดคล้องกับกฎอังกฤษในลงโทษอย่างเหน็บแนม
เขาทำเงินมากเท่าไหร่?
ในเวลาต่อมาได้มีการค้นพบสมุดบันทึกประจำวันเกี่ยวกับโจรกรรม และรายการศพที่ลูกค้าต้องการไว้ จากการตรวจสอบพบว่า ศพที่แพงที่สุดขายให้นักศึกษาแพทย์คือ “ศพ วันที่ 1กรกฎาคม ขายได้เงิน 10 ปอนด์ โดยไม่รวมคนที่เขาฆ่าทั้งหมด 30 คนนะเนี้ย

อันดับ 4. ผลประโยชน์ของพนักงานดับเพลิง
มาร์คัส ลิซินิอัส แครซซัส (Marcus Licinius Crassus)(115?-53 ก่อนคริสตกาล)
ในสมัยโรมัน มีนักการเมืองคนหนึ่งชื่อ มาร์คัส ลิซินิอัส แครซซัสได้มีไอเดียบรรเจิดที่จะสร้างหน่วยดับเพลิงแรกรุ่นแรกของโลกขึ้น โดยใช้กองทหารผสมของเขา
เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ แครซซัสได้สังเกตว่าสิ่งก่อสร้างในกรุงโรมเมืองหลวงของอิตาลีส่วนใหญ่ทำจากวัสดุที่ติดไฟง่ายและอาคารก็สูงเกินไปโคเกินไป และเมื่อไฟติดเมื่อใดละก็นับลองไฟลามทั่วกรุงโรมแน่ๆ ดังนั้นจึง แครซซัส จึงซื้อทาสมา 500 คน และรวมกับทหารเป็นหน่วยดับเพลิง
แต่พอถึงเวลาไฟไหม้กรุงโรมจริง แครซซัส กลับไม่ยอมให้ทหารมาดับไฟ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องมีเงินค่าดับไฟมาจ่ายก่อน (ต่อรองในขณะที่ไฟไหม้ทั่วกรุงโรม)
"ดับในอาคารที่กำลังไหม้ไฟต้องจ่าย 30 Talents (ค่าเงินของโรมัน)
"ดับไฟที่ดาดฟ้าต้องจ่าย 72 Talents!"
"20 Talents สำหรับเพื่อนบ้าน(โดนจ่ายแน่นอนเพราะบ้านของโรมันอยู่ติดกัน)"
"ถ้าจะให้วิ่งต้องเงินเพิ่ม10 Talents "
แน่นอนประชาชนจำเป็นเองจ่ายเงินตามที่พวกแครซซัสเสนอ และพวกเขายังหาเงินหน้าด้านแบบนี้หลายปี จนกระทั้งพวกลูกหนี้ทนไม่ไหวเลยไปเจรจากับ แครซซัสหัวหน้านักดำเพลิงดู จนสุดท้ายก็ตกลงกันไม่ได้ พวกลูกหนี้เลยจัดการ แครซซัสด้วยวิธีสุดลึกล้ำด้วยการมัด และทรมาน แล้วจับกลรอกปากด้วยทองคำหลอมละลายซึ่งทำให้เขาตายอย่างทรมาน
เขาทำเงินมากเท่าไหร่?
แครซซัสสะสมเงินที่ได้จากการต่อรองเรื่องดับไฟเท่ากับรายได้ประจำปีของคลังโรมัน เป็นจำนวนเงินกว่า 7,100 หรือ 200 ล้านดอลลาร์ปัจจุบัน

อันดับ 3. ทำให้ตนเองพิการแล้วเอาเงินประกัน
ผู้คนใน เเวนอล ฟลอริดา
ผมว่ามันโครตลงทุนเลยนะเนี้ย
ที่ townsfolk ของ เเวนนอล มีคดีที่แสนปวดหัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมาก เมื่อประชาชนพร้อมใจกันที่จะเสียแขนขาตัวเองเพื่อได้รับเงินประกันภัยตามที่ตกลงกันไว้กว่า โดยมีคดีเกิดขึ้นในเมืองนี้กว่า 50 รายใน Vernon (ประชากร 780 ของพื้นที่).
L.W Burdeshaw ตัวแทนบริษัทประกันภัยบอกว่า ในช่วง ค.ศ. 1982 มีลูกค้าหลายรายยอมเสียแขนขาเพื่อเอาเงินประกัน บางคนยอมเอาเลื่อยเลื่อยแขนซ้ายของเขาโดยอ้างว่าได้รับอุบัติเหตุขณะทำงาน บางคนสูญเสียมือสองข้างโดนอ้างว่ายิงเหยี่ยวพลาด(น่าเชื่อเนอะ)และบางคนใช้วิธีการตัดแขนตัดขาของเขาได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ปืนยาว หรือ เครื่องแทร็กเตอร์ ถือได้ว่าเป็นความพยายามจริงๆ มากกว่าหน้าด้านนะเนี้ย
เขาทำมากเท่าไหร่?
ในเมืองนี้ไม่มีใครเลยที่ถูกว่ากระทำผิดเพราะการโกง 38 บริษัทยอมจ่ายเงินให้คนเหล่านี้ โดยไม่ สงสัยว่ามันช่างเป็นอุบัติเหตุตลกแต่อย่างใด ในเมื่อกล้าทำก็กล้าจ่ายละฟ่ะ แต่ถึงแม้จะมีการฟ้องร้องแต่ก็ยากจะให้ลูกขุนเชื่อว่าพวกเขายอมเสี่ยงยอมกล้าที่จะตัดแขนขาเพื่อเอาเงินประกัน

อันดับ 2 เอซ. เอซ โฮล์ม
เอซ. เอซ โฮล์ม (H.H Holmes)
เมื่อหมอบวกกับวิปริตบวกกับการฆาตกรรมมันก็กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ
H.H Holmes เป็นหมอที่จบจากมหาวิทยาลัยของมิชิแกน ใน1884 เขาเป็นผู้ชายน่ารัก, หล่อ, เป็นมิตร และน่าหลงไหล เขาเคลื่อนย้ายสู่เมืองชิคาโก ทำงานในเภสัชศาสตร์ถ้าคุณเป็นผู้ชายนิสัยดีคงหยุดแต่เพียงแค่นี้ แต่ หมอโฮล์มแค่นี้หรอก
ปี 1888 หมอโฮล์มทำการฆาตกรรมเจ้านายของเขา และฮุบร้านของเจ้านายเพื่อเป็นใบเบิกทางการหาเงิน เขากว้านซื้อพื้นที่รอบๆ นั้นเพื่อทำโรงแรมขนาดใหญ่ โรงแรมที่คุณเข้าไปแล้วไม่สามารถกลับออกไปได้ตลอดกาล
หมอโฮล์มจะต้อนรับแขกของเขาอย่างคุ้มค่าด้วยความตาย ฆ่าโดยการทำให้หายใจไม่ออกอย่างช้าๆ ในโรงแรมที่แสนสนุกมีทั้ง หอลับ, ประตูลับ, การลื่นไหลกำแพง, ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ซ่อนเร้น ห้องทรมาน ในห้องใต้ดินหมอโฮล์มยังมีเครื่องยืดร่างมนุษย์ที่แสนสนุก
แต่ผู้คนจำนวนมากมายต้องเสียชีวิตลง เพื่อที่หมอจะเอากระดูกเหยื่อไปขาย และข้าวของเครื่องใช้เป็นของตนเอง
หลังจาก 1893 โรงแรมก็ขาดแคลนแขก หมอโฮล์มและผู้ช่วยเขาร่วมมือกัน ต้มตุ๋น และทำการฆ่าผู้ช่วยเขาด้วยการเผาอำพรางเพื่อเรียกร้องเงินประกัน และฆ่าเด็กสามเด็กของผู้ช่วย ก่อนที่จะโดนจับและได้รับโทษประหาร
ทำเขาทำมากเท่าไหร่?
มันยากเหลือเกินที่จะเดาว่าหมอโฮล์มได้เงินทำไหร่ในการการฆ่าคน เพราะเหยื่อเขามีมากเหลือเกินที่เสียชีวิตในโรงแรมเขา และน่ากลัวเหลือเกินที่หมอโฮล์มเลือกที่จะเก็บความลับผลประโยชน์ทั้งหมดจนกระทั้งเรื่องทั้งหมดจบลงพร้อมกับตัวเขา แต่ในกรณีคดีฆ่าผู้ช่วยเขาหมอโฮล์มสารภาพว่าเขาได้เงินจากการประกัน $10,000

1. คูหามรณะ
ด็อกเตอร์มาร์เซล ปดิต (Dr Marcel Petiot)
ใครว่าสงครามมีแต่สูญเสีย แต่สำหรับคนบางคนแล้วมันมีแต่ได้กับได้
มกราคม1942 เมื่อ นาซีครอบครองฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มันเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยด็อกเตอร์มาร์เซล ปดิต Marcel Petiot หมอซึ่งย้ายสู่ชื่อเมืองหลวงของฝรั่งเศส หมดที่ตั้งใจ๊ตั้งใจมาเพื่อรักษาและพยาบาลจิตใจชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะ(จริงๆ นะ)
ขอบคุณประสบการณ์หมอมาร์เซล เขาทำตามที่เขาตั้งใจจริงๆ แหละ นั้นคือเขาขายยาเสพย์ติด และทำแท้งเถื่อน....................ซึ่งในสงครามโลก2 ลูกค้าเยอะมากๆ
แต่หมอมาร์เซลไม่หยุดแค่นั้นหรอก เพราะเขาเห็นโอกาสของเขาที่จะทำให้เงินสดพิเศษจำนวนหนึ่งบนด้าน
เรื่องของเรื่องคือยิวต้องการหนีจากนาซี เพราะพวกมันเจอพวกเขาละก็โดนฆ่าแน่ๆ นั้นเองที่ทำให้หมอมาร์เซลมาเสนอว่าเขาสามารถช่วยชาวยิวลี้ภัยหลบหนีจากประเทศได้ แต่ต้องมีค่าธรรมเนียมนะสัก 25,000 ชื่อเหรียญเงินตราของฝรั่งเศสต่อบุคคล
ลูกค้าชาวยิวจำเป็นต้องจ่ายเพราะชีวิตสำคัญกว่าเงิน แล้วหมอมาร์เซลก็บอกว่าให้เอาทรัพย์สินข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดมาที่บ้านหลังใหญ่เขานะ เดี๋ยวเขาจะพาหนีไปต่างประเทศ
คุณอาจจะต้องการเพื่อหยุดการอ่านตอนนี้ ถ้าคุณเชื่อว่าเมื่อลูกค้าที่มาถึงบ้านของหมอมาร์เซล คงหนีไปประเทศอาร์เจนตินาเรียบร้อย(หมอมาร์เซลอ้างว่าเป็นจุดหมายปลายทาง) แต่ก่อนหนีคนไข้ของเขาต้องปลูกฝีฉีดยาก่อน และ...................
6 มีนาคม 1944 (นาซีโดนไล่ออกจากฝรั่งเศส) ตำรวจบุกบ้านของหมอมาร์เซลเขาพบกับเผาไหม้ จากนั้นก็พบกองปูนขาวที่ยังไม่ผสมน้ำมากมาย โดยในนั้นมีส่วนของร่างมนุษย์ ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ และศพต่างๆไม่สามารถประกอบร่างคนๆได้ และหอรูปแปดเหลี่ยมเสียงไม่สามารถผ่านได้ กับกำแพงมีรูหรือช่องสำหรับแอบมองหรือช่องพ่นควันยาสลบ ตำรวจค้นพบห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่มากมายพอสำหรับศพที่ระบายน้ำ มีเตาสำหรับทำลายศพไร้หัว, และอวัยวะของศพ
หมอมาร์เซลที่ถูกการจับกุมต่อมา ถูกประหารตัดหัว
ทำเขาทำมากเท่าไหร่?
Petiot โกยเงินโดยไม่นับเฉพาะค่าธรรมเนียมใหญ่โตของเขา แค่ของมีค่าที่ติดตัวจากผู้ลี้ภัยชาวยิวก็ประมาณค่าไม่ได้แล้ว แต่ถ้าให้ตีเป็นเงินละก็ประมาณ 200 ล้านชื่อเหรียญเงินตราของฝรั่งเศส
ตอนที่หมอมาร์เซลทำการฆาตกรรมนาซีก็รู้เห็นนะแล้วแจ้งโดยตรงจากอาณาจักรไรต์ที่สามของฮิตเลอร์ด้วย แต่ฮิตเลอร์ชอบใจเพราะหมอช่วยฆ่าชาวยิวให้แถมยังให้โชคแก่เขาอีก โดยให้เหรียญตรากล้าหาญให้หมออีกด้วยนะจะบอกให้(ถ้าเอาเหรียญนาซีนี้ไปประมูลขายคนบ้าสะสมในปัจจุบันนี้ละก็นับลองรวยล้นฟ้า)

ตัดหัว ยิงเป้า และฉีดยา

ตัดหัว ยิงเป้า และฉีดยา

โทษประหารชีวิตในไทยนั้น ที่จริงมีมาตั้งนานแล้วครับ และจะเป็นลักษณะของการประหารแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ใครฆ่าผู้อื่น ก็ถูกฆ่าให้ตายตกไปตามกันเลยแหละ
ตามประเพณีโบราณก่อนปี พ.ศ.2478 การประหารชีวิตจะทำด้วยการใช้มีดดาบบั่นคอ โดยมีเพชรฆาต 2 คน ค่ะ ที่มี 2 คน คือกลัวคนแรกฟันคอไม่ขาด คนที่สองก็รับหน้าที่ฟันคอนักโทษต่ออย่างทันที เพื่อจะได้ตายอย่างรวดเร็วและ ไม่ทรมาน
พอหลังจากปี 2478 แล้ว ได้มีการเปลี่ยนการประหารนักโทษจากบั่นคอ เป็นยิงเป้าแทน โดยการใช้ปืน"ยิงเป้า" หรือ "ยิงเสียให้ตาย" ในทางปฏิบัติคือ ให้ใช้"ปืนยิง" และสถานที่ยิงเป้าส่วนใหญ่จะเป็นที่"เรือนจำบางขวาง" เพราะมีพร้อมทั้งสถานที่,อุปกรณ์การยิงเป้า แถมยังจัดเพชรฆาตไว้พร้อม
ก่อนการประหารก็จะมีการดำเนินการต่างๆตามขั้นตอนทางกฎหมายค่ะ หากนักโทษหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยื่นขอฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหากษัตริย์ ก็จะทุเลาการประหารชีวิตไปอีก 60 วัน นับแต่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยถวายเรื่องราวหรือคำแนะขึ้นไป แต่หากมีการยกเรื่องราวนั้นเสียก็ให้ทำการประหารก่อนกำหนดนี้ได้เลย
ในทางปฏิบัตินั้น หากได้มีการยื่นฎีกาแล้ว ต้องรอฟังพระบรมราชวินิจฉัยเสียก่อนที่จะดำเนินการขั้นต่อไป และฎีกาของนักโทษจะสามารถยื่นได้ก็เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ในการประหารชีวิตจะต้องมีคณะกรรมการดำเนินการ 1 ชุด ต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือของนักโทษผู้ถูกประหารชีวิต เพื่อตรวจสอบให้ถูกต้องตามประวัติอาชญากร เลขคดี และนามผู้ต้องโทษ เพื่อป้องกันความผิดพลาด ก่อนที่นักโทษจะถูกประหาร ทางเจ้าหน้าที่จะถามความต้องการว่า ต้องการจะจัดการทรัพย์สินหรือพูดคุยกับใครหรือไม่ มีการจัดอาหารให้อย่างดี คือ ทำตามที่นักโทษขอน่ะค่ะ หากไม่เป็นการพ้นวิสัย และก็จะมีการให้โอกาสนักโทษประกอบพิธีทางศาสนาอีกด้วย
ในขั้นตอนการประหารชีวิต ก็จะนำไปยังหลักประหารซึ่งเป็นไม้ตะเคียน ที่นักโทษทำขึ้น แต่หลักประหารนี้จะต้องเปลี่ยนเสมอๆ เพราะเวลาคนเราจะถูกยิงมักจะบิดตัว บิดมือ หลบนู่นหลบนี่เสมอ เลยถูกหลักประหารแตกบ้าง หักบ้าง
การยิงเป้าจะใช้ "ปืน เอส เค เอ็น พี 5" ซึ่งนับตั้งแต่ได้เปลี่ยนจากการบั่นคอเป็นยิงเป้านั้น ได้ยิงเป้าไปแล้ว 316 ศพ ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 3 ศพ รายสุดท้ายถูกประหารชีวิตเมื่อ 11 ธันวาคม 2545 ข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา นับเป็นรายที่ 316 ในรอบ 68 ปี และทั้ง 316 คน นั้น ถูกประหารด้วยน้ำมือของเพชรฆาตเพียง 8 คนเท่านั้น

สำหรับการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษนี้ เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 12ธ.ค. 2546 ที่เรือนจำกลางบางขวาง โดยเป็นการประหารชีวิต 4 นักโทษใ นคดียาเสพติด 3 รายและคดีฆ่าคนตาย 1 ราย ซึ่งเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน โดยใช้เวลาการประหารชีวิตเพียง 25 นาที ภายใต้ประมวลกฏหมายอาญา(ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 มาตรา 19 ที่ว่าเปลี่ยนการประหารชีวิตจากการยิงเป้ามาเป็นฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา
โดยนักโทษประหารที่ว่ามี 4 รายคือ
1.นช.บุญลือ นาคประสิทธิ
2.นช.พันพงษ์ สินธุสังข์
3.นช.วิบูลย์ ปานะสุทธะ
ซึ่งนักโทษทั้ง 3 คน ต้องโทษคดียาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2541 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้ง 3 คน ฐานร่วมกันผลิตเมตแอมเฟตามีน หรือยาบ้า จากการตรวจค้นพบอุปกรณ์การผลิต พร้อมกับยาบ้า จำนวนถึง 115,800 เม็ด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ประหารชีวิต จำเลยทั้ง 3 อุทธรณ์ขอให้ลดโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้ง 3 คน ฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ประหารชีวิตสถานเดียว

เจ้าหน้าที่เรือนจำ ให้นักโทษประหาร โทรศัพท์สั่งเสียญาติเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับนักโทษคนที่ 4 คือ นช.พนม ทองช่างเหล็ก พฤติกรรมความผิด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2542 จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายแสงชัย ทองเชื้อ ผู้ตายจำนวน 4 นัด ขณะนั่งรับประทานอาหารร่วมกับพวก ที่ตำบลวิชัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่ได้จับกุมและแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษายืน
แล้วผมก็พึ่งรู้เองว่าขั้นตอนการประหารชีวิตในไทยมันต่างกับอเมริกาอย่างไร เริ่มจากการประหารชีวิตจะถูกกำหนดในศาล และไม่มีการแจ้งล่วงหน้าให้นักโทษ พอถึงวันที่กำหนดทางเรือนจำกลางบางขวางจะเบิกตัวนักโทษ 4 คนออกมาเพื่อเขียนพินัยกรรมหรือโทรศัพท์สั่งเสียญาติซึ่งนักโทษพนม ทองช่างเหล็กโทรศัพท์ไปที่บ้านติดต่อภรรยาและลูก ส่วนคนอื่นเขียนพินัยกรรม จากนั้นนำอาหารมื้อสุดท้ายให้รับประทาน(ไม่สามารถเลือกว่าจะกินอะไรตามใจเหมือนอเมริกา) ซึ่งอาหารเช้าวันนั้นเป็นต้มข่าไก่ เขียวหวานลูกชิ้นปลากราย แกงหน่อไม้ 2 ชุด ส่วนของหวานมีบัวลอยแก้ว บัวลอยเผือก ฟักทองต้มและส้มเขียวหวาน แต่นักโทษทั้ง 4 คน รับประทานอาหารไม่ลง ขอสูบบุหรี่แทน
นักโทษประหารทั้ง 4 คนกำลังเข้าแถวเพื่อรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย จากนั้นเจ้าหน้าที่อ่านฎีกาและนำนักโทษทั้ง 4 คนไปฟังพระเทศน์ก่อนจะขึ้นรถส่งวิญญาณ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่ใช้ในสนามกอล์ฟ นำนักโทษไปสู่แดนประหาร และแวะศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ เพื่อให้นักโทษกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเรือนจำ จากนั้นนำมาที่ศาลาหน้าอาคารฉีดสารพิษและทำการปิดตานักโทษด้วยผ้าดำ รวมทั้งให้นักโทษถือดอกไม้ธูปเทียนไหว้ โดยหันหน้าไปทางวัดแพรกใต้ที่อยู่ติดแดนประหาร

เจ้าหน้าที่เรือนจำกำลังฉีดยาให้กับนักโทษประหาร ซึ่งใช้เวลาเพียง 25 นาที จากนั้นนำนักโทษเข้าอาคารฉีดสารพิษ โดยยังคงล่ามโซ่ตรวนไว้และให้นักโทษนอนบนเตียงประหารชีวิต ซึ่งมีผ้าขาวสำหรับห่อศพวางรองอยู่ และทำการขึงแขนนักโทษให้ติดกับเตียงทั้ง 2 ข้างในท่ากางแขน และนำเข็มฉีดยาปักไปที่ข้อมือทั้ง 2 ข้าง และทำการฉีดยาจำนวน 3 เข็ม เข็มที่ 1 คือยานอนหลับ เข็มที่ 2 เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ และเข็มที่ 3 คือยาหยุดการเต้นของหัวใจ ก่อนให้แพทย์และให้คณะกรรมการ ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนอัยการจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์มาช่วยตรวจด้วย
ยาที่ใช้ฉีดให้กับนักโทษ 3 ชนิดคือ ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาที่ทำให้ปอดหยุดทำงาน จากนั้นนำนักโทษที่เสียชีวิตแล้วใส่ในโรงเย็น ซึ่งมีความเย็น –18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ก่อนจะให้แพทย์ตรวจเป็นครั้งสุดท้าย และให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศล ซึ่งการประหารชีวิตครั้งนี้เป็นครั้งแรกจัดเตรียมทีมประหารชีวิตไว้ 3 คน และสำรองไว้ 1 คน โดยขั้นตอนทั้งหมดสำหรับการประหารชีวิตในครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 25 นาที โดยตายแบบไม่ทรมานมากนัก

http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=newsboard&No=153
http://www.sakulthai.com/webboard/Questionv.asp?GID=3773

อัล คาโปน (Al Capone) เจ้าพ่อผู้อยู่เหนือเจ้าพ่อ

อัล คาโปน (Al Capone)

ต้องขอบคุณ อัล คาโปน ที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

อัล คาโปน เขาเป็นทั้งนักธุรกิจ หัวหน้าแก๊ง และจอมวายร้าย ช่วงทศวรรษที่ 20-30 ในช่วงที่วายร้ายป่วนเมืองทั่วอเมริกา และเขาเคยเป็นผู้ที่ทำให้ FBI ต้องปวดหัวหนักแล้ว แม้ว่าจะมีประวัติอาชญากรรมของอัลคาโปนจะหนากว่าพันหน้าแต่ก็เอาผิดเขาไม่ได้ จนกระทั้งเขาผิดคุกข้อหา “หลีกเลี่ยงภาษี” แค่นี้แหละ ทำให้อัลคาโปนถูกส่งไปยังคุกอัลคาทราซ เอาเป็นการสิ้นสุดยุค อัล คาโปน นับแต่นั้นเป็นต้นมา

จากลูกช่างตัดผมสู่การเป็นจอมวายร้าย

อัล คาโปน มีชื่อจริงว่า อัลฟองเซ่ คาโปเน เกิดใน ค.ศ. 1899 ในบรูนิค นิวยอร์ค เป็นบุตรคนที่ 4 ของครอบครัวอพยพชาวอิตาลี หัวหน้าครอบครัวชื่อกาเบรียล คาโปเน ที่อพยพมาหากินในอเมริกาตั้งแต่ปี 1894 โดยหอบลูกเมียมาอยู่ด้วย
ในด้านการกินอยู่ของครอบครัวของอัล คาโปนก็เหมือนกับครอบครัวอพยพทั่วๆ ไปแหละ พ่อทำงานหนักเพื่อเลี้ยงครอบครัว อยากให้ลูกมีอนาคต จึงเลี้ยงลูกให้มีระเบียบวินัย แต่กระนั้นก็ปล่อยลูกเที่ยวเล่นเป็นบางครั้งเพราะมั่วแต่ทำงาน
ส่วนที่นอนของคาโปนน่ะเหรอ โน้นอยู่ข้างล่างของอพาร์ตเมนต์แบ่งเช่าในบลูคลิน ที่ 6 ห้องก็เล็ก อย่างกับเล้าไก่ เลยแหละ
ด้วยความจน อัล คาโปนตอนเด็กเริ่มคิด เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในระบบทุนนิยม การแก่งแย่งชิงในสังคม คนรวยอยู่เหนือคนจน เขาเริ่มคิด คิดว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้คนรวยเหล่านั้นเอาเงินมากำนัลเขาให้ได้
ครอบครัวของอัล คาโปน ย้ายบ้านอีกครั้ง ไปย่าน การ์ฟิลด์ เพลซ บรูคลิน อัลคาโปนล้มเลิกการเรียนหนังสือ ในขณะที่เรียนได้เกรด 6 เพื่อช่วยงานหาเงินในครอบครัว แต่เพราะความจนทำให้อัล คาโปน ต้องอยู่ในวงจรแก๊งนักเลง ฉกชิงวิ่งราว ข้างถนน และด้วยความที่เขาฝีมือดี เป็นคนหัวไว แม้เขาไม่สูงใหญ่นัก แต่ก็คล่องแคล่วว่องไว และเอาตัวรอดเก่ง ทำให้ได้รับการชักชวนจากแก๊งของเจ้าพ่อ จอห์นนี ทอร์ริโอ เพราะเห็นแววว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นใหญ่ในโลกอาชญากรรมแน่นอน
ต่อมา แก๊งของ จอห์นี ทอร์ริโอ เริ่มขยายใหญ่ และมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น โดยระบบการหาเงินของแก๊งนี้ส่วนมากจะทำงานผิดกฎหมายแต่ได้ผลตอบแทนสูง เช่น ขายของเถื่อน ลักลอบส่งสินค้าประเทศยาเสพย์ติดเป็นต้น
เมื่ออัลคา โปน มาอยู่แก๊งนี้ เริ่มแรกเขารับใช้จอห์นี ทอร์ริโอ ด้วยความเก่งของอัลคาโปน ทำให้จอห์นี ทอร์ริโอเริ่มให้ความไว้ใจเด็กน้อยคนนี้อย่างรวดเร็ว
ช่วงปีค.ศ.1918 อัล คาโปน ออกจากแก๊งเพื่อทำงานสุจริตโดยทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้านเหล้า ฮาวาร์ด อินน์ และต่อมาถูกแกลลูซิโอ ที่อยู่คนละแก๊งกัน ทำร้ายจนหน้าของเขาเป็นแผลเหวอะ จนกลายเป็นแผลเป็นหน้าบากจนเขาได้รับฉายาว่า ไอ้หน้าบาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อ อัล คาโปน อายุ 19 ก็แต่งงานกับเม ค็อกลิน อายุ 21 ปี เป็นสาวสวยจากคนชั้นกลางฐานะดี และมีลูกชื่อ อัลเบิร์ต ฟรานซิส คาโปนซึ่งช่วงนี้ต้องการเงินเพื่อสร้างฐานะมาก จึงลาออกจากบาร์เทนเดอร์มาเป็นคนดูแลร้านหนังสือพิมพ์บิลติมอร์ แต่ทำไม่นานก็ลาออก และเข้ามาทำงานผิดกฎหมายกับแก๊งทอร์ริโออีกครั้ง
เมื่อธุรกิจใต้ดินของแก๊ง จอห์นี ทอร์ริโอ ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทอร์ริโอก็เริ่มมองการณ์ไกลว่าจะขยายแก๊งนี้ไปทั่วสหรัฐ โดยเปิดตลาดมืดในชิคาโก ปี ค.ศ.1909 และวางมือโดยยกผลประโยชน์ให้ แฟรงกี เยล อาจารย์ของอัลคาโปนสืบทอดแทน และเริ่มสร้างอิทธิพลในชิคาโก ปี ค.ศ.1920 โดยมีอัล คาโปน ที่ก้าวมาเป็นมือขวาของทอร์ริโออย่างเป็นทางการ

แดนคนเถื่อน

ชิคาโกในเวลานั้นเต็มไปด้วยจอมวายร้าย ผลประโยชน์ และ อิทธิพล
นอกจากนี้ที่ชิคาโกยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วย สถานเริงรมย์และสถานบริการต่างๆ มากมาย เป็นแหล่งดูดเงินให้กลุ่มมาเฟียทั้งใหญ่และเล็ก เงินทุกๆ ดอลลาร์นอกจากจะจ่ายภาษาให้รัฐบาล ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองแก๊งต่างๆ ในแต่ละแวกด้วย ซึ่งชิคาโกช่วงนั้นอยู่ภายใต้การครอบครองของแก๊งขาใหญ่ บิก จิม โคโลสซิโม และภรรยา วิกเตอเรีย โมเรสโก ซึ่งมีอาชีพเป้นแม่เล้าคุมซ่องทั้งหมด ส่วนสามีมีหน้าที่วางอำนาจมืดในกรมตำรวจที่ชิคาโก ด้วยเหตุนี้แก๊งของบิก จิม จึงมีอำนาจมากในช่วงนั้น
ในเวลาต่อมา อำนาจของ บิก จิม เริ่มสั่นครอง เพราะบิก จิม ถูกฆ่า ที่คลับส่วนตัว มีคนให้การว่าเขามือปืนคนที่เขานั้นหน้าเหมือนแฟรงกี เยล อย่างกับแกะ
หลังการตายของ บิก จิม จอห์นนี ทอร์ริโอ เริ่มก้าวมาคลุมอำนาจในชิคาโกแทน และด้วยฐานของ บิก จิม วางเส้นสายก่อนหน้าไว้แล้ว ทำให้ระบบมาเฟียในชิคาโกสามารถดำเนินต่อไปอย่างไร้ปัญหา

จากนิวยอร์ค บรูคลิน สู่ชิคาโก จอห์นนี ทอร์ริโอที่คิดว่าตัวเองเหมือนซีซาร์ ยังขยายอำนาจไปทั่ว จนอาณาเขตมาเฟียของเขาใหญ่มาก แต่กระนั้นในช่วงปั้นปลายทอร์ริโอเริ่มวางมือและกลับไปใช้ชีวิตตามประสาคนแก่ที่บ้านเกิดที่อิตาลี เลยให้อำนาจทั้งหมดแก่ อัล คาโปน ดูแล และอัล คาโปน ก็ไม่ให้สมาชิกแก๊งผิดหวัง พร้อมเปิดโครงการใหม่ๆ เช่น การพนัน การแข่งม้า ชนไก่(มีหรือเปล่า?) และที่สำคัญท้าทายอำนายรัฐคือ ธุรกิจเหล้าเถื่อน ซึ่งกฎหมายอเมริกาในช่วงนั้นคุมเข้มเรื่องการลับลอบนำเข้าเหล้าเถื่อนข้ามเขตแดนมาก ซึ่งกฎหมายนี้ทำให้สุราขาดตลาด อัล คาโปน เห็นจุดหากำไรนี้เลยเริ่มเปิดโครงการ แต่ด้วยโครงการนี้เป็นโครงการสร้างกำไรมหาศาลทำให้แก๊งของอัล คาโปน ต้องเปิดศึกสาดกระสุนจากแก๊งอื่นๆ อยู่บ่อยครั้ง

แม้อัล คาโปนจะเป็นมาเฟีย แต่อัล คาโปน ยังมีนิสัยน่ารักอยู่สองอย่างคือเขารักเพื่อนพ้องและผู้มีพระคุณมาก ขนาดยอมตายแทนได้(แบบเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้) และเขาจะไม่สังหารเด็ก และผู้หญิงของแก๊งคู่อริโดยเด็ดขาด(อันนี้เป็นกฎประจำแก๊งมาเฟียทั่วไปในชิคาโก)
เดือนมกราคม ปี ค.ศ.1925 จอห์นนี ทอร์ริโอ กลับบ้านมาอยู่ชิคาโก ในขณะที่เขาจ่ายเงินให้ภรรยา ขณะที่ทอร์ริโอเดินถือของตามหลังภรรยาอยู่ใน จู่ๆ มีชายสองคนมายิงเขา 4 นัด เข้าที่แขนขา ต้นขา หน้าอก และที่คอ แต่ทอร์ริโอดวงแข็งรอดชีวิตมาได้ อัล คาโปนทราบข่าวจึงรีบไปเยี่ยมและนั่งเฝ้าเจ้านายเขาเคียงข้างเหมือนดั่งพ่อลูกไม่หลับไม่นอน เมื่อทอร์ริโอหายก็เจอคดีจำคุก 9 เดือน และปี 1925 จอห์นี ทอร์ริโอ ก็มอบอำนาจทั้งหมดของแก๊งให้อัล คาโปน เป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ
ปี ค.ศ. 1925 อัล คาโปน ส่งลูกชายเขาโรงพยายามและบังเอิญพบ แฟรงกี เยล อดีตเจ้านายและอาจารย์เก่า ก็คุยตามประสาคนคุ้นเคย จนกระทั้งแฟรงกีกล่าวถึงว่าจะมีมือปืนจากแก๊ง ริชาร์ด โลเนอร์แกน ลอบสังหารเขากับสมาชิกแก๊งของคา โปน ในงานวันคริสต์มาส ที่คลับอโดนีส เยลเตือนว่าให้อัล คาโปนล้มเลิกเป็นเจ้าพ่อเถอะ มันไม่คุ้ม
แต่อัล คาโปน ไม่ฟังคำเตือน ในงานวันงานคริสต์มาส พวกสมาชิกอัลคาโปนเตรียมอาวุธครบมือเต็มที่ เขาเชิญให้โลเนอร์แกนมางานนี้ด้วย พอโลเนอร์แกนมาถึง ลูกน้องของอัล คาโปนที่ซุ่มอยู่ก็จ่อยิงทั้งเจ้านาย และลูกน้องตายหมด
และนี้คือที่มาของ “ฆาตกรรมหมู่ที่อโดนิส”
แม้อัลคาโปนจะได้ตำแหน่งหัวหน้าแก๊ง แต่ความแค้นที่มีต่อผู้ลอบยิงเจ้านายที่เขารักเหมือนพ่อนั้นยังไม่ลืมเลือน จนกระทั้งเขารู้ว่ามือปืนสองคนที่ลอบยิงเจ้านายเขาคือ ไฮมี ไวสส์ และ บักส์ มอแรน จากแก๊งมอแรนไวส์ที่ขัดผลประโยช์เรื่องเหล้าเถื่อน อัล คาโปน จึงคิดบัญชีแก๊งของสองคนนี้
14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1926 อัล คาโปน บินไปพักผ่อนที่ฟลอริดา โดยส่งลูกน้องที่มี ไอ้ปืนกลแจ๊ก แมคเกิร์น นำทีม โดยแผนการในครั้งนี้วางไว้โดยให้นกต่อไปติดต่อสู้เหล้าล็อตใหญ่และให้ไปส่งมอบที่อู่ซ่อมรถและมีสมาชิกของแก๊งคาโปนปลอมตัวเป็นตำรวจดักรออยู่
และเมื่อสมาชิกแก๊งมอแรนไวสส์มาถึงอู่รถ ตำรวจปลอมก็มาถึง ทำการค้นตัวและให้สมาชิกแก๊งมอแรนไวสส์ ดันให้ชิดฝา และทั้งหมดก้ถูกสาดกระสุนด้วยปืนกลจนตายยกแก๊ง
และคดีที่เป็นตำนานที่สุดของ อัล คาโปนจนได้ระบือนามว่า “คดีสังหารหมู่ในวันเซนต์ วาเลนไทน์”
หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้แก๊งน้อยใหญ่ในชิคาโกกลัวแก๊งของอัล คาโปนขี้หดตดหาย แก๊งของอัล คาโปนกลายเป็นแก๊งที่ไม่มีใครต่อกรด้วย ประโยชน์และอิทธิพลของชิคาโกทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำของอัล คาโปน แต่เพียงผู้เดียว

เด็ดปีกอัล คาโปน

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1929 อัล คาโปน ถูกจับหลายครั้งจากหลายคดี เป็นพันๆ หน้าของ FBI แต่เขาก็รอดทุกครั้ง ถึงแม้เขาจะถูกจำคุก เขาก็ติดอยู่ไม่ถึงเดือน
ความอหังการของอัล คาโปนนี้ว่ากันว่าเขาสามาถซื้อกรมตำรวจได้ทั้งกรม และสามารถซื้อผู้พิพากษาและคณะลุกขุนได้ด้วยซ้ำ และนอกจากนี้เขายังมีทนายสุดเก่งนาม"อีซี่ เอ็ดดี้"
กล่าวกันว่าทนายผู้นี้ มีความสามารถในระดับที่จะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระดับประเทศได้เลยทีเดียวหากเขาเกิดในช่วงสงครามฝ่ายเหนือ-ใต้ของอเมริกา
เอ็ดดี้เป็นทนายความที่เก่งมาก ที่จริงแล้ว ก็เพราะฝีมืออันเก่งกาจในการเล่นแง่ทางกฎหมายของเอ็ดดี้นี่เองที่ทำให้ "บิ๊กอัล" พ้นคุกอยู่ได้เป็นเวลานานซึ่งอัล คาโปนก็แสดงความมีน้ำใจต่อเอ็ดดี้ด้วยการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมหาศาล
เอ็ดดี้ไม่เพียงได้รับเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังได้รับผลประโยชน์อื่นๆ อีกด้วย เอ็ดดี้และครอบครัวได้ครอบครองคฤหาสห์ที่มีรั้วรอบขอบชิดพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างเท่าที่จะหาได้ในยุคนั้น ที่ดินก็มีขนาดใหญ่จนกินเนื้อที่ไปตลอดย่านหนึ่งของชิคาโก เอ็ดดี้เสวยสุขอยู่กับกลุ่มอันธพาลของชิคาโกและแทบจะไม่ได้ใส่ใจเลยว่ารอบตัวเขานั้นมีแต่สิ่งชั่วร้าย เพราะเขามีลูกที่เขารักที่สุดนั่นเอง
คาดว่าอัล คาโปนและพรรคพวกขู่กับเขาถึงเรื่องลูกนั่นเอง(แค่ขู่ ไม่ได้ฆ่า)
แม้ว่าเอ็ดดี้จะมีส่วนพัวพันกับกลุ่มคนที่ก่ออาชญากรรม แต่เอ็ดดี้ก็ได้เพียรพยายามสอนลูกชายของตนให้สามารถแยกผิดชอบชั่วดีได้ เอ็ดดี้อยากให้ลูกเป็นคนที่มีคุณธรรมมากกว่าตัวเขาเอง แต่เนื่องจากความมั่งคั่งและอิทธิพลทั้งหมดที่รายล้อมอยู่รอบข้าง ทำให้เอ็ดดี้ตระหนักว่ามีสิ่งสำคัญสองประการที่เขาไม่สามารถมอบให้กับลูกชายได้ซึ่งนั่นก็คือเขาไม่สามารถทำตัวให้เป็นที่ยอมรับต่อสังคมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกได้
ในปีทศวรรษ ที่1930 แม้ว่าจะหนักใจ แต่แล้ววันหนึ่ง อีซี่เอ็ดดี้ตัดสินใจได้ เพื่อเป็นการแก้ตัวจากสิ่งผิดที่เขาได้เคยทำไว้ เอ็ดดี้จึงตัดสินใจเข้าพบเจ้าหน้าที่ของรัฐและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับอัล คาโปน หรือ "ไอ้หน้าบาก" เพื่อล้างมลทินให้กับตัวเองและเพื่อสอนให้ลูกรู้จักคำว่าคุณธรรมซึ่งเขาจะต้องขึ้นศาลเพื่อให้การเอาผิดกับอันธพาลกลุ่มนี้และเอ็ดดี้เองก็รู้ว่าผลที่ตามมานั้น เลวร้ายอย่างสุดจะคาดคิด
เอ็ดดี้ ได้ไปให้การต่อ เจ้าหน้าที่เอลเลียต เนส ในการเอาผิดกับเจ้าพ่ออัล คาโปน เพื่อให้ชิคาโก้ เกิดความสงบที่แท้จริง
เอลเลียต เนส ใครไม่รู้จักก็ขอให้กลับไปอ่านคดีฆาตกรรมปริศนา คิงส์เบอรี รัน (The Kingsbury Run Murder) ฆาตกรล่าเนื้อแห่งคลีฟแลนด์ น่ะครับ

ทว่า...............

การกระทำของ เอ็ดดี้ มีหรือที่ อัล คาโปนแน่นอนไม่มีลังเล จึงส่งคนไปขู่ว่าจะฆ่าเขาซะ หากว่าเอ็ดดี้กระทำตนเป็นวีรชนเช่นนี้
แต่แล้ว เขาก็ไปให้การต่อศาลในที่สุด และในปีนั้นเอง อีซี่เอ็ดดี้ก็จบชีวิตลงจากการถูกลอบยิงในถนนสายเปลี่ยวในชิคาโก
และภายหลัง พ่ออย่างเอ็ดดี้ก็มีส่วนร่วมในการสร้างวีรบุรุษของชาติอย่างนาวาตรี บุตช์ โอแฮร์แห่งกองทัพเรือสหรัฐ เพราะนาวาตรีผู้นี้คือผู้สละชีพในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ได้รับเหรียญ Congressional Medal of Honor และเสียชีวิตในสงคราม เมื่ออายุเพียง 29 ปี
เพื่อไม่ให้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ต้องเงียบหายไปตามกาลเวลา จึงได้มีการตั้งชื่อสนามบินนานาชาติของเมืองชิคาโกซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาว่า "สนามบินนานาชาติโอแฮร์" เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของวีรบุรุษผู้นี้พร้อมสร้างอนุสาวรีย์และตั้งแสดงเหรียญกล้าหาญที่เขาได้รับไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมตรงบริเวณระหว่างเทอร์มินัล 1 และ 2
และนาวาตรี บุคค์ โอแฮร์ คือบุตรของ เอ็ดดี้นั่นเอง

หลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียว คำสั่งจากรัฐบาลกลางได้ออกคำสั่งให้เอลเลียต เนส กวาดล้างขยะสังคม อัล คาโปน เป็นหมายเลข 1 ที่จะต้องถูกกำจัด แม้ว่าอัล คาโปนจะมีเครือข่ายทั่ว ชิคาโก้ก็ตามที
แต่การสู้กับอัล คาโปนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะสายของอัล คาโปน นั้นมีอยู่เต็มไปหมด แม้กระทั้งลูกน้องของเอลเลียตยังถูกซื้อตัว
แต่แล้วสัญญาดีๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อทีมของ เนส สามารถติดต่อคนวงในของแก๊งอัล คาโปน ได้ และสามารถสืบช่องหาทางการเลี่ยงภาษีของสมาชิกแก๊งคนอื่นๆ ได้ เช่น น้องชายของอัล คาโปน เจน, กู วิค, แฟรค์ นิตตี และสามารถเอาบัญชีเลี่ยงภาษีของอัล คาโปน มาอยู่ในมือได้สำเร็จ
16 มิถุนายน ปี ค.ศ.1931 คดีหลบเลี่ยงภาษาของอัล คาโปน และพรรคพวก ถูกขึ้นสู่ศาสเป็นนัดแรก คดีนี้ต่อสู้ในศาลหลายเดือน ในช่วงนี้ อัล คาโปน เริ่มเป็นคนดีเป็นพิเศษ เช่น แจกข้าวให้คนจน เอาเงินไปบริจาค ฯลฯ
24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1931 ศาลอ่านคำพิพากษา ให้อัล คาโปนมีความผิดข้อหาหลบเลี่ยงภาษี มีผลให้อัล คาโปน จำคุก 11 ปี
อัล คาโปน ไม่เชื่อหูตัวเอง “อะไรว่ะ โกงตั้งเยอะ แพ้ได้ไงตู” เขานั่งในคอกอยู่นาน จนเจ้าหน้าที่ต้องเชิญเขาออกจากที่นั่ง
นอกจากอัล คาโปน จะโดนจำคุกแล้ว เขายังต้องเสียค่าปรับภาษีย้อนหลังหลายแสนดอลลาร์ และยังถุกริบที่ดินและทรัพย์สมบัติจากุรกิจผิดกฎหมายอีก อัล คาโปน ต้องถูกย้ายที่คุมขังที่เคาน์ตี ต่อด้วยแอตแลนตา ก่อนถูกส่งตัวมายังอัลคาทราซ แคลิฟอร์เนีย ในที่สุด และที่นี้ศัตรูเก่าอัล คาโปน มีเพียบ เลยโดนรับน้องอย่างอ่วมอรทัย
วันที่18 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1931 ผู้ว่าการรัฐ อิลลินนอยส์ ประกาศครั้งล่าสุดว่า "ไม่มีแก็งค์อัล คาโปนที่จะทำความเดือดร้อนอีกต่อไป ตราบใดที่ยังมีเราอยู่"
วันที่ 16 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1939 อัล คาโปน พ้นโทษ แต่ป่วยเป็นโรคซิลิสที่ติดจากในคุก ทำให้เขาต้องรักษาตัวอยู่นาน จนไม่สามารถกลับเป็นใหญ่ได้อีก แต่กระนั้นก็มีทรัพย์สินส่วนตัวที่รอดพ้นมือตำรวจมากมาย เขามอบอำนาจให้เจ้าพ่อคนใหม่ และกลับไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัวที่ไมอามี่
25 มกราคม ปี ค.ศ. 1947 อัล คาโปน เสียชีวิต เป็นอันปิดฉากตำนานเจ้าพ่อที่เหนือเจ้าพ่อในที่สุด

“ขอบคุณครับ อัล คาโปน”

จากหนังสือพลิกแฟ้มคดีอื้อฉาวเอฟบีไอ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ภานุดาเรียบเรียง

ไขปัญหาอาชญากรรมด้วยวิทยาศาสตร์

ไขปัญหาอาชญากรรมด้วยวิทยาศาสตร์

คนบริสุทธิ์โดนตัดสินจำคุกก็หลาย คนร้ายที่กฎหมายไม่อาจเอาผิดก็มีเยอะ คนดีก็ฆ่าคนได้ถ้าสถานการณ์บีบคั้น! และมีแต่คนดีเท่านั้นที่ฆ่าคนแล้วยืนรอให้ตำรวจมาจับ หรือไม่ก็เดินเข้ามอบตัวเอาเองพร้อมรับสารภาพ
คนร้ายฆ่าแล้วหนี ส่วนจะทิ้งหลักฐานร่องรอยไว้แค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับสติปัญญา ขวัญ และความรอบคอบจัดเจนของฆาตกรเอง แต่ไม่ว่าจะรอบคอบสักแค่ไหนก็จะต้องมีร่องรอยให้ตำรวจตามแกะ สืบสาวราวเรื่องลากคอมาเข้าคุกจนได้นั่นแหละ ถ้ามีกำลังพลพอ มีเวลาทุ่มเทกันจริงๆ และที่สำคัญ มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยพยานหลักฐานต่างๆ อย่างเพียบพร้อม
สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ก้อนตะกั่วหัวลูกปืนที่ผิดรูปผิดร่างไม่ได้มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับนักพิสูจน์หลักฐานในห้องปฏิบัติการไร้หน้าต่างแห่ง Bureau of Alcohol, Tobacco and Firearms ในเมืองร็อควิลล์ มลรัฐ แมรีแลนด์แล้ว มันคือ ทองทั้งแท่ง!
หัวกระสุนในร่างเหยื่อรายล่าสุดที่ถูกลอบยิงอาจโยงใยไปถึงรายก่อนๆ ทำให้ตามล่าฆาตกรได้ง่ายขึ้น!
แม้บรรดามือปืนทั้งหลายจะสบประมาทพนักงานสอบสวน โดยการเด็ดชีพเหยื่อเพิ่มขึ้นอีก รายแล้วรายเล่า เจ้าหน้าที่ก็ยังลากมาเข้าคุกจนได้ เพราะมีคลังเครื่องมือไฮเทคไว้ช่วยสะสางคดีอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น คอมพิวเตอร์วาดโครงร่างทางภูมิศาสตร์ (geographic-profiling computers) เพื่อช่วยหาตำแหน่งแน่นอนของบ้านมือสังหาร มีฐานข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับขีปนาวุธ (ballistics databases) เพื่อใช้พิสูจน์ริ้วรอยบนหัวกระสุนเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับหัวกระสุนที่ใช้ในอาชญากรรมรายอื่นๆ และ เทคโนโลยีติดตามร่องรอยของสาร (trace-substance technology) เพื่อแกะเงื่อนงำอะไรก็ตามที่พอจะหาได้(เช่น ลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ)ที่ติดอยู่บนปลอกกระสุนหรือบนไพ่ทาโร่
ทว่า แม้มีข้อมูลทั้งหมดนี้ในมือ หากจะจับผู้ต้องสงสัยก็ยังอาจต้องใช้โชคช่วยหรือมีอะไรเข้าล็อกสักอย่าง แต่พนักงานสอบสวนจะมีข้อติดขัดน้อยกว่าที่เคยในแง่ของโอกาสทำงานให้สำเร็จ และสิ่งที่เปิดเผยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้เป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่ชนิดของเครื่องมือไฮเทคที่ใช้อยู่ ซึ่งมีอุปกรณ์กวาดตรวจสัญญาณเคมี (chemical scanners) เพื่อตรวจสอบวัตถุพยานชนิดว่ากันทีละโมเลกุลเลยทีเดียว และเครื่องตรวจสอบเกี่ยวกับความขัดแย้ง (controversial sensors) ในการใช้วิเคราะห์คลื่นสมองของผู้ต้องสงสัยเพื่อดูว่าเขารู้อะไรและไม่รู้อะไรบ้าง
ผู้ชมทีวีในสหรัฐฯ สามารถเลือกชมละครที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายได้แทบทุกคืน เริ่มจาก CSI (ซึ่งเป็นผู้นำของละครแนวนี้)ทาง CBS (ภาพยนตร์ชุดนี้มีฉายทางช่องเคเบิลทีวีในบ้านเราด้วย - กองบก.) และมี CSI: Miami ซึ่งแตกหน่อออกมาเป็นชุดแรก เสนอทาง CBS เช่นกัน แถม Crossing Jordan เสนอทาง NBC อีก ด้านเคเบิลทีวีนั้น The Forensics Files คือเรื่องราวเกี่ยวกับศาลในรายการทีวีที่มีผู้ติดตามชมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในขณะที่ Autopsy เป็นการสืบสาวคดีบนเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ซึ่งเสนอทาง HBO
ทิม กริง กรรมการผู้อำนวยการสร้าง Crossing Jordan กล่าวว่า “การเอาวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับงานของตำรวจมันช่วยผลักดันให้บทละครเข้มข้นและน่าสนใจมากขึ้นจริงๆ”
แต่ว่า มันผลักดันไปทางไหนกันล่ะ?
ผู้ชำนาญการมากมายตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าทำให้วิทยาศาสตร์ด้านอาชญากรรมพุ่งเข้าสู่ความนิยมแล้ว มันจะเป็นเรื่องดีจริงหรือ?
การคลี่คลายปัญหาอาชญากรรมแต่ละครั้งใช่ว่าจะทำได้รวดเร็วและแม่นยำเหมือนที่เห็นในละครตอนละ 46 นาทีจบ งานสืบสวนสอบสวนอาจใช้เวลาหลายเดือน หลักฐานอาจจะซับซ้อนสับสน จนศาลซึ่งยังแคลงใจเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่ๆ พวกนี้ ลังเลที่จะเชื่อถืออยู่บ่อยๆ เคยมีครับ อัยการท่านหนึ่งพยายามตะลุยเข้าไปจนถึงกับเอาคลื่นสมองและดีเอ็นเอของ ผู้ต้องสงสัยยื่นต่อศาล ก็ยังเจอปัญหาจนได้ คือไม่อาจตอบคำถามทางกฎหมายได้อย่างชัดเจนจนเป็นที่พอใจของศาล!
นับตั้งแต่มีการใช้ดีเอ็นเอเป็นหลักฐานในคดีทางเพศของ โอ.เจ. ซิมป์สัน เป็นต้นมา นิติวิทยาศาสตร์ในความรู้สึกของคนจำนวนมากก็มักจะเกี่ยวเนื่องกับดีเอ็นเอทั้งสิ้น ความสามารถในการแยกเซลล์จากของเหลวในร่างกายหรือเนื้อเยื่อ เพื่อใช้มันบ่งบอกตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของด้วยความแม่นยำเกือบเต็มร้อยที่ว่านี้ มันเขย่าวงการอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการแยกดีเอ็นเอได้เก่งขึ้นจากตัวอย่างที่เล็กลงกว่าเดิม เทคโนโลยีก็ยิ่งก้าวหน้าและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นด้วย ช่วยให้สามารถแยกเซลล์ที่อุดมด้วยหลักฐานจากคราบเหงื่อ น้ำตา น้ำลาย และคราบเลือดที่มีขนาดเท่าหัวไม้ขีด!
แต่ไม่ว่าการตรวจดีเอ็นเอจะน่าทึ่งและมีความน่ามั่นใจแค่ไหน มันก็ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทำให้บรรดานักนิติวิทยาศาสตร์ หรือนักสร้างละครทีวี ตื่นเต้นสักเท่าใดนัก สิ่งที่ทำให้คนพวกนี้ตาลุกที่สุดกลับเป็นฮาร์ดแวร์หรือเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ เช่น กล้องส่อง (scope) สแกนเนอร์ และ วิธีแมสสเปกโทรมิเตอร์ (mass spectrometers) (เครื่องวัดสเปกตรัมแสงสีชนิดครอบคลุมทุกจุดประสงค์) ซึ่งช่วยให้ผู้ตรวจวิเคราะห์สามารถรีดเอาข้อเท็จจริงออกจากหลักฐานใดๆ ที่รับมา ด้วยความแม่นยำอย่างน่าทึ่ง
หากต้องการตรวจวิเคราะห์หลักฐานชิ้นเล็กๆ ซึ่งยังไม่ทราบองค์ประกอบทางเคมี ก็เพียงเอาของสิ่งนั้นใส่เข้าไปในแก๊สโครมาโทกราฟ ซึ่งโดยเนื้อแท้มันคือเตาอบความร้อนสูงจัด มันจะเผาหลักฐานชิ้นนั้นให้กลายเป็นไอ ก๊าซที่ได้จะหลั่งไหลเข้าไปในท่อที่ขดเป็นวงๆ ที่บรรจุสารเคมีไว้ข้างใน ซึ่งจะเป็นตัวทำให้สารต่างๆที่เป็นส่วนประกอบของก๊าซหลุดรอดออกไปในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน จากนั้นก็จะนำเอาส่วนประกอบเหล่านี้ไปแยกแยะแบ่งประเภทตามนheหนักอะตอมแล้วแปลงเป็นกราฟ ผู้ตรวจสอบจะใช้ข้อมูลที่ได้(จากคอมพิวเตอร์)นี้เปรียบเทียบกับข้อมูลอ้างอิงซึ่งจัดไว้ในห้องสมุด เพื่อดูว่าหลักฐานชิ้นนั้นทำขึ้นมาจากอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาในการใช้เครื่องมือใหม่สองตัวนี้ก็คือ หากต้องการวิเคราะห์หลักฐานชิ้นใด คุณจำเป็นต้องทำลายมัน(จนไม่เหลือ)ไปด้วย นั่นแปลว่า คุณจะต้องทำให้ได้ผลอย่างสมบูรณ์ในครั้งแรกเลย มิเช่นนั้นก็เท่ากับทำลายหลักฐาน!
เป็นไปได้ว่า เทคโนโลยีสำหรับสู้กับอาชญากรรมชิ้นใหม่ที่มีอนาคตที่สุด ซึ่งยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ คือกระบวนการที่รู้จักกันในนาม ลายพิมพ์สมอง (brain fingerprinting) หลักการเบื้องหลังเทคนิคอันนี้ก็คือ เมื่อสมองสร้างภาพที่มันรู้จัก มันจะปล่อยแรงกระตุ้นทางไฟฟ้าอันมีค่าจำเพาะออกมาซึ่งสามารถจับได้โดยอุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ติดไว้กับหนังศีรษะ การตอบรับในเชิงบวกต่อภาพสถานที่เกิดเหตุอาจชี้ชัดได้ว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ที่นั่น และในทางตรงกันข้าม หากเป็นสิ่งที่มันไม่เคยเห็นมาก่อนก็จะให้ผลออกมาเชิงลบ ซึ่งจะช่วยยืนยันคำแก้ตัวที่ว่า ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเช่นกัน
สำหรับชาวบ้านผู้รับรู้นิติวิทยาศาสตร์จากเพียงแหล่งเดียวคือละครในช่วงเวลาที่มีคนชมมากที่สุดนั้น ไม่ว่าอะไรก็ดูจะง่ายและสวยงามไปหมด ความเป็นจริงก็คือ ห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างก็แย่งชิงเงินงบประมาณจากถุงใบเดียวกันซึ่งเหลืออยู่ไม่มากหลังจากจ่ายเงินเดือนให้ตำรวจผู้ตรากตรำไปแล้ว มันไม่มีทางที่จะทำอะไรหรูหราแบบนั้นได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งเครื่องมือแบบแมสสเปกโทรมิเตอร์ในทีวีที่ทำไว้อย่างสวยหรู และมีแสงวูบวาบพร้อมภาพบนจอ ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้
ในทีวีนั้น คดีอาชญากรรมไม่ยืดเยื้อ การสืบสวนใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงนับตั้งแต่ก่อเรื่องจนถูกจับ ประชาชนหวังจะให้รู้ผลการตรวจดีเอ็นเอในสองชั่วโมง ซึ่งความเป็นจริงอาจต้องใช้เวลาถึงสองเดือน
ความเชื่อที่ถูกกล่อมให้คล้อยตามนิยายว่า การปราบปรามอาชญากรรมทำได้เร็วและง่าย อาจเริ่มกลายเป็นแนวทางของการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย เหล่านักนิติวิทยาศาสตร์ได้พูดถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า CSI effect หรือผลกระทบจาก CSI ที่ทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อยๆ ว่าห้องปฏิบัติการของตำรวจสามารถทำได้ทุกอย่างตามที่ห้องปฏิบัติการในทีวีทำได้
เรื่องนี้คงจะไม่สบอารมณ์บรรดาอาชญากรนัก แต่มันก็อาจทำให้นักนิติวิทยาศาสตร์พันธุ์ใหม่ผิดหวังได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นแฟนประจำของ CSI และ Crossing Jordan อยู่ก่อนแล้วละก็ พวกเขาอาจไม่ได้เตรียมตัวมาพบของจริงที่ว่า นิติวิทยาศาสตร์มิใช่จะเร็ว สนุก หรือสวยงามเสมอไป แต่มันเป็นงานที่ต้องอาศัยความทรหดในการทดลอง อดทนกับผลที่คลาดเคลื่อน ไม่สิ้นหวังเมื่อเจอทางตัน และต้องอดทนกับการทดสอบอย่างเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายอาทิตย์หรือหลายเดือน กระทั่ง... ในที่สุด สักวันหนึ่ง เมื่อทุกแง่มุมทุกข้อปล้องของมันลั่นกริกเข้าสู่จุด คนชั่วก็อยู่ในอุ้งมือของคุณจนได้!
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องหรรษา แต่ก็น่าปลื้มมิใช่หรือ?

โอกาสหน้าถ้าว่างๆ ผมจะไล่การสืบคดีฆาตกรรมโดยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาฝากครับ ว่ามันทันสมัยขนาดไหน จากอดีตถึงปัจจุบันเลย

http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/magazine/update/forensic-1.htm

พลิกแฟ้มคดีสังหารพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย

พลิกฟื้นคืนชีพ คดีดัง "อเล็กเซย์" โอรสซาร์รัสเซีย "รอดชีวิต" จากการถูกปลงพระชนม์

ไกรฤกษ์ นานา

*พงศาวดารรัสเซียถูกปลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อครอบครัวของพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ลุกขึ้นมาร้องขอความเป็นธรรมเรื่องบรรพชนของตน และยืนยันด้วยเหตุผลทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของรัสเซีย มิได้สิ้นพระชนม์เพราะการสังหารหมู่ในปี ค.ศ. ๑๙๑๘ แต่เพิ่งจะเสียชีวิตเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
ราชวงศ์โรมานอฟที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้าของจักรวรรดิรัสเซีย พบจุดจบอย่างกะทันหันในเช้ามืดวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๑๙๑๘ เมื่อสมาชิกในพระราชวงศ์ถูกสังหารหมู่โดยตำรวจลับเชกา (Cheka) มกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ (บางแห่งเรียกอเล็กซิส แต่ในที่นี้จะเรียกตามหนังสือที่ใช้อ้างอิงว่า Tsarevich Alexei-ผู้เขียน) โอรสวัยรุ่น พระชันษาเพียง ๑๔ ปีของพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ และพระนาง (ซารีนา) อเล็กซานดรา ฟีโอโดรอฟนา ผู้เป็นรัชทายาทของราชบัลลังก์รัสเซีย ทรงรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดชนิดเฉียดตาย
ก่อนหน้านี้ ดวงพระชาตาของเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ส่งเสริมให้พระองค์ได้เสวยราชย์ แต่ก็เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แล้วดวงพระชาตาก็พลิกผันให้ต้องประสบเคราะห์กรรมโดยถูกปลงพระชนม์พร้อมกับพระราชบิดา แต่เพราะดวงยังไม่ถึงฆาต องค์มกุฎราชกุมารจึงยังไม่สิ้นใจในทันที ทว่า ระหว่างการขนย้ายพระศพทั้งหมดไปทำลายทิ้ง ร่างของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์กลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมๆ กับการสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟที่สืบทอดติดต่อกันมานาน ๓๐๐ ปี
องค์รัชทายาททรงเติบโตขึ้นภายใต้ชื่อใหม่ว่าวาสิลี ฟิลาตอฟ (Vasily Filatov) และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาต่อมาในบทช่างทำรองเท้าและครูสอนภูมิศาสตร์ในที่สุด ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวเหลือเชื่อของมกุฎราชกุมารองค์นั้นที่พงศาวดารรัสเซียไม่อยากรับรู้ โปรดอ่านต่อไป

ความเดิม และกำเนิดมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์
ซาเรวิตซ์ นิโคลาส เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ แห่งรัสเซียในปี ค.ศ. ๑๘๙๔ ในปีเดียวกันก็ได้ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเยอรมัน พระนามเดิมว่าเจ้าหญิงอลิกซ์ (Princess Alix Von Hesse-Darmstadt) ผู้เป็นพระธิดาของเจ้าหญิงอลิซ (Princess Alice Maud Mary) ซึ่งเป็นพระธิดาองค์ที่ ๒ ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) อีกทีหนึ่ง เจ้าหญิงอลิกซ์ได้รับสถาปนาเป็นซารีนา อเล็กซานดรา ฟีโอโดรอฟนา แห่งรัสเซีย (Czarina Alexandra Feodorovna) พระนางไม่ใช่คน "ป๊อปปูล่าร์" ในราชสำนักรัสเซีย โดยเฉพาะทรงขัดแย้งและเข้ากันไม่ได้กับสมเด็จพระพันปีหลวงอยู่เสมอ พระเจ้าซาร์และซารีนาจึงทรงย้ายที่ประทับจากกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไปประทับ ณ พระราชวังลิเดียที่ซาร์สโกเอเซโล (Tsarskoe Selo) ตั้งอยู่นอกเมืองหลวงประมาณ ๒๗ กิโลเมตร ซึ่งมีส่วนทำให้รัชกาลใหม่ตัดขาดความสัมพันธ์กับราชสำนักอยู่เสมอ ความโดดเดี่ยวนี้ทำให้ซารีนาทรงใกล้ชิดกับพระเจ้าซาร์มากขึ้น แต่จะกลับเป็นเป้าหมายของการซุบซิบนินทาและความอิจฉาริษยาจากแวดวงชั้นสูงในเมืองหลวงตลอดเวลา
ซารีนา อเล็กซานดรา มีพระราชธิดากับพระเจ้าซาร์ ๔ องค์ คือ แกรนด์ดัชเชสออลกา (Grand Dutchess Olga) แกรนด์ดัชเชสตาเตียนา (Tatiana) แกรนด์ดัชเชสมารี (Marie) และแกรนด์ดัชเชสอนาสตาเซีย (Anastasia) แต่ตามกฎมณเฑียรบาลนั้น พระราชธิดาไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ ทั้งพระเจ้าซาร์และซารีนาจึงทรงกังวลพระทัยเกี่ยวกับปัญหาการไม่มีรัชทายาท ซารีนาทรงใช้เวลาส่วนใหญ่สวดมนต์อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า ขอให้กำเนิดพระราชโอรส ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ พระนางก็ประสูติพระราชโอรสสมปรารถนา แต่หลังจากประสูติได้ ๖ สัปดาห์ เจ้าชายอเล็กเซย์มีพระอาการโลหิตไหลไม่หยุดถึง ๓ วัน ด้วยโรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคดังกล่าวเป็นพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทั้งพระเจ้าซาร์และพระมเหสีทรงปิดข่าวเรื่องโรคร้ายประจำตัวเจ้าชายอเล็กเซย์เป็นความลับ โรคร้ายของเจ้าชายอเล็กเซย์ ทำให้พระเจ้าซาร์และพระมเหสีใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และมีส่วนทำให้พระเจ้าซาร์ทรงปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะน้อยลง ทั้งซารีนาก็มีพระอากัปกิริยาเคร่งเครียดเย็นชา จนทำให้เกิดข่าวลือร้ายๆ ต่างๆ ที่ทำให้ราชวงศ์มัวหมองลง และเร่งให้พสกนิกรพากันเกลียดชังพระนางมากขึ้นด้วย(๑)
การประชวรของเจ้าชายอเล็กเซย์ จะเป็นช่องทางที่ชักนำชายคนหนึ่งมาสู่ราชสำนักรัสเซีย บุคคลผู้นี้มีชื่อว่าเกรกอรี่ รัสปูติน เขาเป็นนักบวชจากไซบีเรีย มีประวัติที่กักขฬะและคลั่งไคล้ในกามราคะ แต่ความสามารถพิเศษของรัสปูตินในเรื่องการสะกดจิตทำให้มีผู้แนะนำราชสำนักว่า เขาอาจรักษาอาการประชวรของเจ้าชายอเล็กเซย์ได้ รัสปูตินก้าวเข้ามาในชีวิตของพระราชวงศ์ และได้สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนเห็น จนอาการประชวรของเจ้าชายอเล็กเซย์ทุเลาลงและมีสุขภาพดีขึ้น ซารีนาทรงมอบบำเหน็จความชอบทุกอย่างที่รัสปูตินต้องการโดยเฉพาะสิทธิพิเศษในราชสำนัก ผลร้ายที่ตามมาคือ อิทธิพลของซารีนาต่อพระเจ้าซาร์พลอยทำให้องค์เหนือหัวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูตินไปด้วย
พระเจ้าซาร์และซารีนาทรงเชื่อว่ารัสปูตินเป็นคนของพระเจ้าที่สามารถแสดงปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอำนาจวิเศษในการรักษาโรคร้ายของเจ้าชายอเล็กเซย์ ทั้ง ๒ พระองค์จึงทรงปฏิเสธที่จะรับฟังการตักเตือนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของรัสปูตินในราชสำนัก ซารีนาทรงปกป้องรัสปูตินทุกเรื่อง และทรงขอให้พระเจ้าซาร์ลงโทษหรือปลดข้าราชการที่ต่อต้านรัสปูตินออกจากตำแหน่ง รัสปูตินมีอิทธิพลอย่างมากในราชสำนักเมื่อพระเจ้าซาร์เสด็จไปบัญชาการรบที่ชายแดนในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ซารีนาโปรดให้รัสปูตินรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินแทนพระนาง ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับสภาดูมา (Duma) และนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ ข่าวลือที่แพร่กระจายทั่วประเทศว่ารัสปูตินเป็นชู้รักของซารีนาและข่มขืนพระราชธิดาทั้ง ๔ พระองค์ ทำให้เกียรติภูมิของราชวงศ์มัวหมองอย่างมาก จนสมาชิกสภาดูมาเริ่มรณรงค์ต่อต้านราชวงศ์อย่างเปิดเผย การโจมตีของสภาดูมาอย่างรุนแรงมีส่วนให้เจ้าชายเฟลิกซ์ ยุสซูปอฟ (Felix Youssoupov) และพระญาติวางแผนสังหารรัสปูตินในเวลาต่อมา(๑)

"อเล็กเซย์" เสวยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์อเล็กเซย์ที่ ๒
เมื่อเกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ในปี ค.ศ. ๑๙๑๗ เพื่อต่อต้านสงครามและการขาดแคลนอาหาร พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ ทรงมีคำสั่งให้ใช้กำลังทหารปราบปรามกลุ่มผู้เดินขบวนอย่างเด็ดขาด และให้ประกาศปิดสมัยประชุมสภาดูมา ซึ่งกำลังแก้ไขสถานการณ์ นับแต่นั้นสภาเริ่มแสดงปฏิกิริยาเป็นปฏิปักษ์ต่อราชวงศ์ เหตุการณ์รุนแรงขึ้น เมื่อสภาดูมามีมติให้ประกาศการสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลพระเจ้าซาร์ในวันที่ ๑ มีนาคม ๑๙๑๗ และแต่งตั้งผู้แทนไปทูลให้พระเจ้าซาร์ทรงสละราชสมบัติ ความตึงเครียดผลักดันให้พระเจ้าซาร์ทรงยินยอมสละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรสคืออเล็กเซย์ ในวันที่ ๒ มีนาคม ๑๙๑๗ และในบ่ายวันเดียวกันก็มีประกาศพระบรมราชโองการเรื่องการเสด็จขึ้นครองราชย์ของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ เป็นพระเจ้าซาร์อเล็กเซย์ที่ ๒ มีพระนามเต็มว่า "His Imperial Majesty Tsar Alexei II, Emperor and Autocrat of all the Russias" แต่ในช่วงเย็น พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ ก็ทรงเปลี่ยนพระทัยและทรงแก้ไขคำสั่ง โดยทรงประกาศมอบราชบัลลังก์ให้พระอนุชาคือแกรนด์ดุ๊กไมเคิล อเล็กซานโดรวิช (Grand Duke Michael Alexandrovich) แทน แต่แกรนด์ดุ๊กไมเคิลกลับทรงปฏิเสธราชบัลลังก์ การปฏิเสธครั้งนี้ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟถึงกาลอวสาน(๑)
หลังการปฏิวัติเดือนตุลาคม ๑๙๑๗ มกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ ซึ่งมีพระชันษา ๑๓ ปี พร้อมทั้งพระราชบิดา พระราชมารดา และพระราชธิดาทั้ง ๔ องค์ของพระเจ้าซาร์ ถูกนำไปควบคุมไว้ ณ บ้านอิมปาตีฟ (Impativ House) เมืองเอกาเตรินเบิร์ก (Ekaterinburg) ในไซบีเรีย ณ ที่นั้นตำรวจเชกา (หน่วยตำรวจลับมีหน้าที่สอดส่อง และควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชนโซเวียต เป็นหน่วยงานสำคัญแห่งอำนาจบริหารของพรรคบอลเชวิก-ผู้เขียน) จำนวน ๑๒ นาย ได้รับคำสั่งให้ปลงพระชนม์ราชวงศ์โรมานอฟและผู้ติดตามรวมทั้งสิ้น ๑๑ คน มกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ไม่ได้สิ้นพระชนม์โดยทันที เพราะก่อนที่จะถูกระดมยิงนั้น ทรงอยู่ในอ้อมพระพาหาของพระราชบิดา และพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ ทรงล้มทับพระองค์ไว้ หลังจากนั้นพระศพของมกุฎราชกุมารและพระราชวงศ์ถูกนำไปทำลายและฝังไว้ที่บริเวณเหมืองร้างในป่าคอปเตียกี (Koptyaki) นอกเมืองเอกาเตรินเบิร์กประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ เผยแพร่โดยหน่วยงานภาครัฐ(๑)

หลักฐานใหม่ฉีกหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย
๒๔ ตุลาคม ๑๙๘๘ ที่เมืองอาสตราคาน (Astrakhan) ครูสอนวิชาภูมิศาสตร์ประจำหมู่บ้านชื่อวาสิลี ฟิลาตอฟ ได้ถึงแก่กรรมลงอย่างสงบ แต่ก่อนการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาได้เปิดเผยตัวเองต่อหน้าลูกเมียว่าที่แท้เขาคือมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ที่สูญหายไปในคืนวันสังหาร วาสิลียืนยันว่าเขาเป็นคนๆ เดียวกับอเล็กเซย์ โรมานอฟ (Alexei Romanov) โอรสองค์เดียวของพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ และภายหลังที่ราชวงศ์ถูกปลงพระชนม์ เขากลับได้รับการช่วยเหลือจากตำรวจ ๒ นาย ที่ทนดูความอำมหิตไม่ไหว
แน่นอนคำสารภาพของวาสิลีขัดแย้งกับประวัติศาสตร์รัสเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ถึงกระนั้น คำชี้แจงของหน่วยสังหารก็ยังขัดแย้งกันเองในรายละเอียด แต่ที่สำคัญที่สุดและจำต้องปกปิดไว้ คือรายละเอียดของผู้ตายในวันนั้นจำต้องปิดเป็นความลับสุดยอด ทำให้ข้อเท็จจริงถูกปิดบังไว้ต่อไปสำหรับประชาชน นอกจากเหตุผลด้านความมั่นคงแล้ว มันยังมีผลต่อความปลอดภัยและการดำเนินชีวิตของตำรวจกลุ่มดังกล่าวอีกด้วย หมายความว่าตำรวจกลุ่มปฏิบัติการจะต้องเก็บข้อมูลต่างๆ เป็นความลับไปจนตลอดชีวิต(๒)
แถลงการณ์ของรัฐบาลรัสเซียภายหลังการค้นพบโครงกระดูกของผู้เสียชีวิตที่ป่าคอปเตียกี ในเดือนธันวาคม ๑๙๙๑ ยืนยันต่อชาวโลกว่า โครงกระดูกของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ และของเจ้าหญิงอนาสตาเซียได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากหลุมศพที่ถูกฝังรวมกันอยู่ ประชาชนในโลกเสรีงุนงงต่อไป เมื่อสำนักงานเขตกลาง ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ออกใบมรณบัตร ๒ ใบต่างหากในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ ระบุว่า มกุฎราชกุมารอเล็กเซย์และเจ้าหญิงอนาสตาเซียได้เสียชีวิตแล้ว ทว่า เพราะขาดหลักฐานโครงกระดูกของทั้ง ๒ พระองค์ย่อมทำให้คดีไม่อาจปิดสำนวนได้ โดยเฉพาะใบมรณบัตร จึงกลายเป็นโมฆะในกระบวนการยุติธรรม(๒)

ความคับขันของวันวิปโยค
ในระหว่างที่ราชวงศ์โรมานอฟโดนอุ้มไปนั้น ข่าวการปลงพระชนม์แกรนด์ดุ๊กไมเคิล พระอนุชาของพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๑๙๑๘ แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ชะตากรรมของพระราชวงศ์ที่เหลือ ซึ่งบัดนี้ถูกคุมขังไว้ในเขตไซบีเรีย รัฐบาลเฉพาะกาลในมอสโกจึงสอบถามไปยังสภาโซเวียตประจำแคว้นอูรัล (Ural) เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของพระเจ้าซาร์และครอบครัว แต่รายงานต่างๆ ก็เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ต่อมาเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้นำรัฐบาลปฏิวัติ ก็ยิ่งทำให้การพิจารณาคดีและบทลงโทษของราชวงศ์โรมานอฟยืดเยื้อออกไปอีก ขณะนั้นมีข่าวว่าพวกรัสเซียขาวกำลังใกล้เข้ามาและคาดกันว่า เมืองเอกาเตรินเบิร์กอาจจะแตกในไม่ช้า วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๑๙๑๘ สภาโซเวียตแห่งอูรัลจึงส่งโทรเลขด่วนมายังรัฐบาลเฉพาะกาลให้รู้ว่ากลุ่มของตนไม่สามารถรอคำพิพากษาจากส่วนกลางต่อไปอีกได้ โชคร้ายสายโทรเลขถูกตัดขาดเสียอีก ทำให้ฝ่ายปฏิวัติขาดการติดต่อจนได้ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๑๙๑๘ สภาโซเวียตแห่งอูรัลจึงตัดสินใจจัดการบางอย่างกับครอบครัวของพระเจ้าซาร์ ซึ่งตกอยู่ในมือของพวกตนตามลำพัง โดยจะไม่รอคำสั่งจากมอสโกอีกต่อไป
สภาโซเวียตแห่งอูรัลจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อพิพากษาความผิดของราชวงศ์โรมานอฟ ในข้อหากบฏและสร้างความล่มสลายให้แก่ประเทศชาติ ผ่านคำตัดสินให้ประหารชีวิตพระราชวงศ์ที่เหลือ(๒)

นาทีสังหารและข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์
ต่อไปนี้เป็นคำให้การของนายยาคอฟ ยูรอฟสกี (Yakov Yurofsky) หัวหน้าเชกา ซึ่งบันทึกไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๓๔ เกี่ยวกับคืนวันสังหารว่า "ข้าพเจ้าปลุกนักโทษของเรา หมอบอตกิน (Botkin) แพทย์ประจำพระองค์ซึ่งพักอยู่ในห้องข้างๆ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าแจ้งว่าต้องปลุกทุกคนขึ้น เพราะกำลังมีเหตุไม่สงบในเมือง พวกนักโทษใช้เวลาแต่งตัวนานมากเกือบจะ ๔๐ นาที หลังจากนั้นข้าพเจ้าจึงนำพวกเขาไปยังห้องที่เตรียมไว้ใต้ตัวตึก โดยบอกว่าจะนำไปถ่ายภาพหมู่เป็นหลักฐานว่าทุกคนยังปลอดภัยดี และทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าเตือนหมอบอตกินไม่ให้นักโทษนำอะไรออกมา พวกเขากลับนำสัมภาระบางอย่างติดตัวไปด้วย เช่น หมอน กระเป๋าสตางค์ และที่ข้าพเจ้าจำได้มีสุนัขเล็กๆ ตัวหนึ่งด้วย หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
เมื่อลงไปถึงห้องด้านล่าง ข้าพเจ้าแนะนำให้พวกเขายืนเรียงแถวชิดกำแพง ในขณะนั้นคาดว่าทุกคนยังไม่รู้ถึงภัยที่กำลังจะมาถึงตัว อเล็กซานดราตรัสว่า "ขอเก้าอี้หน่อยได้ไหม" ซาร์นิโคลาสยังทรงอุ้มอเล็กเซย์อยู่ที่สะเอว ข้าพเจ้าสั่งให้นำเก้าอี้เข้ามา ๒ ตัว สำหรับอเล็กซานดราและอเล็กเซย์ คนที่เหลือรวมทั้งหมอบอตกิน พ่อครัว นางสนม ยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อทุกอย่างเข้าที่ข้าพเจ้าจึงสั่งให้ตำรวจเข้ามา ทันใดนั้นซาร์นิโคลาสก็ปรี่เข้าขวางหน้าพระโอรส ข้าพเจ้าประกาศก้องว่า มีคนทั้งในและนอกประเทศพยายามที่จะลักพาตัวราชวงศ์โรมานอฟ เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้สภาโซเวียตลงมติให้ประหารชีวิตพวกท่านเสีย ซาร์ทรงทำหน้าตื่น และทรงอุทานว่า "อะไรกัน?" แล้วหันพระพักตร์ไปหาอเล็กเซย์ ในนาทีนั้น ข้าพเจ้าก็ลั่นไกที่พระองค์ในระยะเกือบเผาขน โดยที่พระองค์ไม่มีเวลาแม้แต่จะหันพระพักตร์มาเอาคำตอบจากข้าพเจ้า"(๒)
สภาพห้องใต้ดินขนาด ๒๒๐ ลูกบาศก์ฟุตในเวลานั้น เต็มไปด้วยความสับสน เนื่องจากแออัดอยู่ด้วยคนเกือบ ๓๐ ชีวิต และเสียงปืนดังหูดับตับไหม้พร้อมๆ กันของเพชฌฆาต ๑๒ นาย ผู้กราดกระสุนกว่า ๕๐ นัด ห้องสังหารเล็กเกินไปกว่าที่จะคาดคะเนว่าใครยิงใคร หมอกควันปืนหนาทึบตลบอบอวลไปทั่ว พร้อมกับเสียงกรีดร้องจนฟังไม่ได้ศัพท์
รายละเอียดทางวิทยาศาสตร์เผยว่า หมอกควันจากปืนกว่า ๑๐ กระบอก ทำให้ห้องเล็กๆ ที่มีหลอดไฟติดสว่างอยู่ดวงเดียว บดบังวิสัยทัศน์ของร่างผู้เคราะห์ร้ายจนหมดสิ้น แถมการที่อากาศมีน้อยก็ทำให้หายใจลำบาก แม้แต่ตำรวจเองก็แทบจะทนไม่ไหว ตำรวจ ๓-๔ คน ถึงกับผละออกมาเพราะขาดอากาศหายใจ ๒ คนทำท่าจะสำรอก จากการพิสูจน์รอยกระสุนบนกำแพง ทำให้เชื่อได้ว่า วิถีกระสุนส่วนใหญ่ยิงออกไปในแนวต่ำ บริเวณท่อนล่างของลำตัวคน เพราะสามารถมองเห็นได้มากกว่าท่อนบนซึ่งกลบอยู่ด้วยควันปืน และปืนส่วนใหญ่เล็งไปที่เป้าซึ่งเคลื่อนไหวเท่านั้น
ความฉุกละหุกและรีบร้อนทำให้สภาพศพไม่ได้รับการชันสูตรแต่อย่างใด ร่างทั้งหมดถูกลากออกไปยังรถบรรทุกที่จอดติดเครื่องรออยู่ และถูกจับโยนขึ้นไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย โดยต้องการทำเวลาไม่ให้เกิดผิดสังเกตบนท้องถนนอันเป็นที่สาธารณะ
แนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ทำให้เชื่อต่อไปอีกว่า ควันปืนที่กลบอยู่ทั่วห้องทำให้ยากต่อการมองเป้า ตลอดจนจำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่เบียดเสียดกันอยู่ และเครื่องกีดขวางที่หลายคนถือหรือสวมติดตัวอยู่ เช่น หมอนและอัญมณีจำนวนมากที่พรางไว้ใต้เสื้อผ้า มีส่วนทำให้กระสุนพลาดเป้าและบาดแผลไม่ฉกรรจ์นัก บางคนอาจหมดสติไปในตอนแรกเพราะตกใจสุดขีด เหตุผลนี้ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ "บางคน" อาจจะยังไม่เสียชีวิตทันที รายงานของนายยูรอฟสกีเองก็ยังสับสน ที่ว่าเมื่อร่างทั้งหมดกองอยู่บนรถแล้ว ร่างของผู้หนึ่ง (ไม่แน่ชัดว่าใคร-ผู้เขียน) ทำท่าเหมือนกับเงยศีรษะขึ้น
รถบรรทุกเล็กยี่ห้อเฟียต (Fiat) ขับขี่โดยตำรวจชื่อลูคานอฟ (Lyukhanov) นั่งติดคนขับมีตำรวจ ๓ นาย คือ ยูรอฟสกี (Yurovsky) เอมากอฟ (Ermakov) และวากานอฟ (Vaganov) เป็นการยากที่จะคาดเดาว่า มีอะไรเกิดขึ้นด้านหลังรถท่ามกลางคืนเดือนมืดสนิท รถเคลื่อนย้ายร่างผู้เคราะห์ร้ายจากบ้านอิมปาติฟทันทีที่การสังหารยุติลง ประมาณเวลา ๒ ยามเศษ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๑๙๑๘ ใช้เวลาเดินทาง ๑ ชั่วโมงครึ่ง รถจึงมาถึงเหมืองร้างนอกเมืองที่กำหนดไว้ ที่นั่นตำรวจทั้ง ๓ คน นำร่างทั้งหมดวางลงบนเลื่อนเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังหลุมลึกใกล้ๆ นั้น จากนั้นจึงเปลื้องเสื้อผ้าของทุกคนออกเพื่อเผาทำลายหลักฐาน ณ จุดนั้น ตำรวจพบเครื่องเพชรจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้า โดยเฉพาะของซารีนาและพระราชธิดาทุกพระองค์ หลังจากนั้นตำรวจจึงโยนร่างผู้เสียชีวิตลงในหลุมมืดเมื่อใกล้สาง มีคำยืนยันจากยูรอฟสกีอีกว่า ร่างทั้งหมด ๑๑ ร่างของผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่บนรถตอนแรก แต่มีเพียง ๙ ร่างที่ถูกโยนลงในหลุม หมายความว่ามีจำนวน ๒ ร่างที่อันตรธานหายไประหว่างการเดินทาง! หนึ่งในจำนวนร่างที่หายไปมีมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์(๒)

การหลบหนีความตายของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์
หนังสือประวัติศาสตร์รัสเซียหลายเล่มบรรยายเป็นเสียงเดียวกันว่า ประชาชนในระยะนั้นเริ่มหูตาสว่างจากความเชื่ออย่างงมงายว่า พระเจ้าซาร์เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นความพังพินาศของชาติ และการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของพระเจ้าซาร์ โดยเฉพาะการที่พระเจ้าซาร์นำชาวรัสเซียนับล้านคนไปตายที่แนวหน้า
กองกำลังเฉพาะกาลของรัฐบาลปฏิวัติ ซึ่งโดยมากเป็นลูกชาวนาจากชนบทที่ดูหมิ่นเหยียดหยามราชวงศ์ ครอบครัวของพระเจ้าซาร์จึงได้รับการปฏิบัติอย่างชิงชังในขณะถูกคุมขัง ล้วนเป็นคำให้การที่เย็นชาในสายตาของคนภายนอกทั่วไป แต่สำหรับคนวงในแล้ว เคยมีคนพบลำแสงแห่งความปรานีอยู่บ้าง ในด้านมืดของประวัติศาสตร์ วาสิลี ฟิลาตอฟ เล่าว่า ในจำนวนตำรวจเชกาที่รักษาการณ์อยู่ภายนอกบ้านอิมปาติฟ มีพี่น้อง ๒ คน สกุลสเตรโคติน (Strekotin) ชื่ออเล็กซานเดอร์ (Alexander) และอันเดร (Andrei) ที่มักจะแสดงเมตตาจิตต่อครอบครัวของเขาอยู่เสมอ หลักฐานจากบันทึกของอันเดรที่เปิดเผยในปี ค.ศ. ๑๙๒๘ ยืนยันความเป็นมิตรของ ๒ พี่น้องต่อครอบครัวโรมานอฟ แม้มันจะเป็นเพียงแค่ความทรงจำ "ซาร์มักจะกอดรัดพระโอรสด้วยความเอ็นดู และมักจะอุ้มพระองค์ไปรอบๆ บ้าน หรือมิฉะนั้นก็จะวางอเล็กเซย์บนรถเข็นหญ้า เพื่อเข็นพระโอรสไปเก็บก้อนกรวดเล่นทุกวัน ฯลฯ ส่วนพระธิดาองค์โตที่ชื่อออลกานั้นเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว และไม่ค่อยสุงสิงกับพระสุนิสาองค์อื่นๆ โดยจะใช้เวลาเล่นกับพระอนุชาองค์เล็กมากกว่า"
จากบันทึกของยูรอฟสกี พี่น้องสเตรโคตินเป็นผู้รับคำสั่งให้ยกร่างผู้เคราะห์ร้ายขึ้นบนรถ ทำให้สันนิษฐานว่า เขาทั้งสองอาจจะสังเกตเห็นว่ามกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ทรงยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น
รายงานของยูรอฟสกีให้รายละเอียดปลีกย่อยระหว่างการเดินทางที่ดูผิวเผินไม่น่าสนใจในตอนแรก แต่ในภายหลังมันสามารถชี้เบาะแสช่องทางการหลบหนีของผู้รอดชีวิตได้ กล่าวคือ การที่หนทางไปเหมืองร้างเต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดใหญ่ เนื่องจากฝนตกหนักทำให้รถติดหล่ม ๒-๓ ครั้ง เป็นเหตุให้ตำรวจต้องจอดรถเพื่อขนย้ายสัมภาระคือร่างผู้เคราะห์ร้ายลง ช่วยให้น้ำหนักรถเบาขึ้น จะได้เข็นรถขึ้นจากหล่มได้ ในระหว่างการขนย้ายอย่างไม่เป็นทางการนี้เอง ที่ผู้บาดเจ็บสามารถเล็ดลอดออกไปได้ โดยที่ไม่มีใครสังเกต จึงสันนิษฐานว่ามกุฎราชกุมารอเล็กเซย์อาจเป็นผู้หนึ่งที่กลิ้งตัวเข้าไปซ่อนอยู่ข้างทาง และกระเสือกกระสนเอาตัวรอดไปจนถึงสถานีรถไฟชาร์ทาช (Shartash Station) เพื่อขอความช่วยเหลือ
หลักการนี้ดูน่าเชื่อถือที่สุด ตรงกับรายละเอียดของวาสิลีซึ่งเขาเคยเปิดเผยมันกับครอบครัวของเขาในเดือนกันยายน ๑๙๘๔ ข้อมูลที่ได้เพิ่มเติมอีกมีอยู่ว่า ระหว่างขนย้ายผู้เคราะห์ร้ายไปยังเหมืองร้าง มกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ซึ่งหมดสติอยู่หลังรถพลันตื่นขึ้นจากเม็ดฝนที่โปรยลงบนใบหน้า ท่ามกลางร่างของพ่อแม่พี่น้องที่แน่นิ่งอยู่รอบข้าง เขาสลัดตัวออกจากรถบรรทุก แล้วคลานเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้สะพานเล็กๆ เมื่อท้องฟ้าสว่างขึ้นเขาก็คลานต่อไปตามทางรถไฟจนกระทั่งถึงสถานีรถไฟชาร์ทาช พี่น้องตระกูลสเตรโคตินซึ่งรับคำสั่งให้ออกติดตามผู้สูญหายพบเขาอีกครั้งที่นั่น จึงได้นำมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์หลบหนีและไปฝากไว้กับครอบครัวฟิลาตอฟ ที่พวกเขารู้จักในเมืองชาดริงค์ (Shadrinsk) ซึ่งอยู่ถัดออกไป "อเล็กเซย์ โรมานอฟ" ได้รับการเยียวยาจนมีอาการดีขึ้น และได้หลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่นต่อมา หัวหน้าครอบครัวผู้มีนามว่าคเซโนฟอนต์ ฟิลาตอฟ (Ksenofont Filatov) เคยมีบุตรชายคนหนึ่งแต่ได้เสียชีวิตไปด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ มกุฎราชกุมารอเล็กเซย์จึงได้สวมรอยเด็กคนนั้นอย่างปลอดภัย และได้รับการอุปการะโดยครอบครัวนี้เรื่อยมา(๒)

คำชี้แจงของผู้สันทัดกรณี
รายละเอียด ๘๐% ที่ใช้ประกอบการเขียนเรื่องนี้รวบรวมขึ้นจากข้อมูลที่ค้นคว้ามาได้จากหนังสือชื่อ The Escape of Alexei-Son of Tsar Nicholas II เขียนโดยนักค้นคว้าประวัติศาสตร์ชาวรัสเซีย ๓ ท่าน คือ วาดิม เปตรอฟ (Vadim Petrov) อีกอร์ ลีเซนโก (Igor Lysenko) และจอร์จี อีโกรอฟ (Georgy Egorov) โดยได้รับความร่วมมือจากบุตรชายคนโตของวาสิลี คือ โอเล็ก ฟิลาตอฟ (Oleg Filatov) อันเป็นการรวบรวมหลักฐานครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งพิสูจน์ได้ของครอบครัวฟิลาตอฟ เกี่ยวกับราชวงศ์โรมานอฟ และความเชื่อว่าหัวหน้าครอบครัวของพวกเขาคือมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ โรมานอฟ ผู้สาบสูญ(๒)
ผู้เขียนเรียบเรียงเหตุการณ์ขึ้นใหม่ เพื่อความเหมาะสมกับการตีพิมพ์เป็นบทความที่สามารถจบในเรื่อง ในความเป็นจริงหนังสือที่ใช้อ้างอิงนี้ยังให้ข้อมูลอีกมากด้วยความหนาถึง ๒๔๐ หน้ากระดาษ A4 พรั่งพร้อมด้วยภาพถ่ายนับร้อยรูป ที่สนับสนุนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ผู้เขียนทึ่งในวิริยะอุตสาหะของนักค้นคว้ากลุ่มนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อพิสูจน์ว่าได้มีการค้นพบ "ทฤษฎีหนึ่ง" ที่อธิบายว่ามกุฎราชกุมารอเล็กเซย์มิได้สูญหายไปจากโลกนี้
ความร้อนแรงของอุณหภูมิในระยะนั้น จนเป็นเหตุให้ครอบครัวฟิลาตอฟ "ของขึ้น" มีที่มาจากการที่รัฐบาลรัสเซียตัดสินใจให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสิ้นสุดของราชบัลลังก์รัสเซียระหว่างช่วงทศวรรษ ๑๙๘๐ ประจวบกับการที่วาสิลี ฟิลาตอฟ ถึงแก่กรรมลงในปี ค.ศ. ๑๙๘๘ ทายาทของเขาจึงลุกขึ้นมาเปิดปากพูดเพื่อศักดิ์ศรีของบิดา และเพื่อมนุษยธรรมสำหรับราชวงศ์โรมานอฟ ตรงนี้คือจุดยืนที่น่ายกย่อง การค้นพบฐานข้อมูลใหม่นี้ เป็นบททดสอบของการแสดงอิสรภาพทางความคิด ในยุคที่โลกสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข่าวสารข้อมูลต่างๆ ที่เคยถูกปกปิดไว้ในมุมมืดของกาลเวลา
สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ "ผลสรุป" ทางนิติวิทยาศาสตร์ ภายหลังการทดสอบของผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์และรัสเซีย โดยการตรวจดีเอ็นเอจากเลือดของบุตรและธิดาของวาสิลี ฟิลาตอฟ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๖ แสดงผลว่าพวกเขาเป็นผู้สืบสายโลหิตมาจากราชวงศ์โรมานอฟจริง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นและเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง คือการที่ครอบครัวฟิลาตอฟร้องขอความเป็นธรรมไปยังศาลโลก ณ กรุงเฮกให้เข้าแทรกแซงในขั้นตอนการพิสูจน์ ในที่สุดรัฐบาลรัสเซียจึงอนุญาตในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ ให้มีการตรวจดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนอวัยวะของนายวาสิลี ฟิลาตอฟ ผู้วายชนม์ จากกระดูก เส้นผม ฟัน และเล็บ ตามระบบนิติเวชวิทยา รวมถึงการคำนวณส่วนประกอบของใบหน้า ตามอายุขัยในวัยต่างๆ ด้วยระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผลปรากฏว่า วาสิลี ฟิลาตอฟ คือบุคคลเดียวกันกับมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ โรมานอฟ(๒)
ปริศนาที่เป็นเรื่องเล่าอย่างสม่ำเสมอในครอบครัวฟิลาตอฟ คือการที่วาสิลีเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน แต่ความสามารถพิเศษที่ติดตัวเขามาไม่สามารถปิดบังไว้ได้นาน เช่น ความจัดเจนในการพูดภาษาเยอรมัน กรีก ลโลวานิก ละติน อังกฤษ และฝรั่งเศส อย่างคล่องแคล่ว มีความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พงศาวดารรัสเซีย และการเมืองในยุโรปอย่างกว้างขวาง ดีกว่าคนรัสเซียชนบททั่วไป ตลอดจนความช่ำชองในการเล่นเปียโน และความรอบรู้เกี่ยวกับดนตรีคลาสสิคของสังคมชั้นสูง สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ได้ใกล้ชิดเขาจนตลอดชีวิต เขารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร?

http://pushkin.exteen.com/20060313/entry

นับถอยหลังนาทีประหารชีวิตที่อินเดียน่า

นับถอยหลังนาทีประหารชีวิตที่อินเดียน่า

เมื่อคุณรู้ตัวจะตายในไม่กี่วินาทีครั้งน่า คุณจะทำอะไร

สวดมนต์ ร้องไห้ สูบบุหรี่ กินๆ หรือ Sex

คุณรู้ไหมว่ามีคนหนึ่งที่รู้ตัวดีว่าจะตายอีกไม่กี่วินาทีข้าง นอกเหนือผู้ป่วยโรคร้ายแรง และเหยื่อฆาตกรโหด

ถูกต้องแล้วครับนักโทษประหารนี้เอง พวกเขาจะทำอย่างไร เหนอ เมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่วินาที ตนจะถูกประหาร เขาจะใช้เวลาที่เหลืออยู่คุ้มค่าไหม

วันนี้ผมมีข้อมูลนับถอยหลังจากแดนประหารจาก คุก อินเดียนน่า สเตท พริซั่น (Indiana State Prison) ในอเมริกา ส่วนแดนประหารที่อื่นๆ ของอเมริกาอาจมีรายละเอียดแตกต่างบ้างนิดหน่อย เช่นใช้วิธีประหารโดยใช้เก้าอี้ไฟฟ้าแทนที่ใช้เข็มฉีดยา แต่โดยรวมๆ ก็เหมือนกันครับ

เรามาเริ่มนับถอยหลังให้พวกเขาดีกว่า

45-60 วัน ก่อนการประหาร ช่วงนี้ทางคุกจะได้รับจดหมายซึ่งเป็นลายมือของผู้พิพากษา โดยมีข้อความทำนองนี้ “ในวันที่ (ระบุวันที่มีการประหารชีวิตนักโทษ) ก่อนถึงรุ่งเช้าทางคุกจะมีการประหารนักโทษ (ชื่อนักโทษ) หมายเลข (เลขประจำตัวนักโทษ) ให้เสร็จสิ้นไป”

30 วัน ก่อนวันประหาร นักโทษประหารจะต้องนำไปขังไว้ที่ห้องขังเดี่ยวใกล้กับที่ทำงานหลักของพัสดี ซึ่งพัสดีต้องเฝ้าระวังนักโทษประหารตลอด 24 ชั่วโมง

7 วัน ก่อนประหาร ช่วงนี้นักโทษประหารสามารถเยี่ยม พบปะ พูดคุยกับญาติจนกระทั้งวันสุดท้ายก่อนวันประหาร และมีพี่เลี้ยงมาคอยอธิบายเรื่องราวและขั้นตอนการประหารชีวิตอย่างละเอียด และมากไปกว่านั้นนักทาสามารถบอกความต้องการพิเศษว่าจะจัดการศพอย่างไรภายหลังประหารชีวิตก็ย่อมได้

จนมาถึงหนึ่งวันประหารชีวิต

6.30 น. ทานอาหารเช้าปกติ

8.30 น. – 9.00 น. นักโทษประหารถูกนำตัวจากห้องขังเดี่ยวและนำไปไว้ที่ห้องที่ห่างจากห้องประหารชีวิตราว 200 หรา เรียกว่า X-row และในบริเวณห้องขังนักโทษประหารกับบริเวณประหารเรียกรวมว่า Death Row หรือแนวประหาร ซึ่งถือว่าเป็นที่เงียบที่สุดของที่คุมขังนักโทษ
ความเงียบ ความเย็นเฉียบ ทำให้นักโทษมักเกิดความเครียดได้ง่ายๆ ผู้คุมจะต้องมีการจัดหน่วยคุ้มกันที่เข้มแข็งเป็นพิเศษเพื่อป้องกันเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

9.00 – 9.30 น. นักโทษประหารถูกนำตัวออกไปยังห้องเยี่ยมนักโทษอีกครั้ง เพื่อพบปะ พูดคุยกับญาติเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

12.00 น. บางทีก็มีการประท้วงประหารชีวิตบ่อยๆ โดยผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินจะรวมตัวกันประท้วงที่ลานจอดรถ

15.30 น. นักโทษจะได้รับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของเขา ทางคุกจะบอกว่า “สามารถกินได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ” (พูดไปงั้นๆ แหละ ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นมีอยู่ในเรือนจำหรือไม่ พวกหูหลามนะหมดสิทธิ) และส่วนเครื่องดื่มแอลกฮอล์เจือปนนั้นห้ามเด็ดขาด ตอนนี้ถ้าญาตินักโทษมาเยี่ยม อาจได้กินพิซซ่าที่ทางคุกจัดให้ เป็นของแถม
นี้คือตัวอย่างอาหารมื้อสุดท้ายที่นักโทษประหารสั่ง
· นักโทษประหาร ชาร์ลส์ วอล์กเกอร์ ขอทานกระต่ายย่างเป็นมื้อสุดท้าย
· นักโทษประหาร จอร์จ เดลแว็กซิโอ ขอสเต็กฟิเลมิยอง(เกือบสุก) กุ้งล็อบเตอร์เฟตทักชินี่
· นักโทษประหาร โทมัส แอนดี้ แบร์ฟุต ขอ ออร์เดอร์พริกฝรั่ง ซุป ชิลลี่ ถั่ว ข้าวนึ่ง ถั่วพินโต้ปรุงรสจัด มัสตาร์ดเขียว หัวบีทเผ็ดร้อน
ซึ่ง 100 ละ 80 อาหารที่นักโทษกินลงไปมักจะไม่ย่อยหลังจากกรประหารชีวิต

17.30 – 18.00 น. นักโทษประหารถูกนำตัวกลับไปห้องขังที่อยู่ใน เด็ด โรว์ อีกครั้ง

18.30 น. บาทหลวง หลวงพ่อทางศาสนาศริสต์(พุทธ อิสลาม ไม่รู้ได้หรือเปล่า) ทำการพบปพูดคุยนักโทษ สั่งสอนให้ระงับจิตระงับใจ นักโทษบางคนก็ขอให้ท่านไปสวดยังห้องประหารก็ย่อมได้

21.00 – 21.30 น บาทหลวงทำการเทศน์ครั้งสุดท้าย (นักโทษจะเริ่มใจเสียมากกว่าสงบใจ)

22.30 น. นักโทษจะทำการอาบน้ำครั้งสุดท้ายในชีวิต และทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ที่คุกจัดให้เป็นเสื้อสีเบจหรือสีทรายทั้งเสื้อและกางเกง
จากนั้น นักโทษประหารถูกจับขึ้นตียงเข็นคล้ายๆ เตียงพยาบาล พร้อมถูกมัดขาไว้ตามกฎของคุก เพื่อเข็นไปยังห้องประหารชีวิต และถูกปล่อยทิ้งไว้ห้องประหารชีวิตสักระยะเพื่อระงับอารมณ์ (ถ้าทำได้)

23.00 น. เจ้าหน้าที่พูดปลอบ(ห้ามแช่ง)ให้นักโทษลดความเครียด อย่าตื่นเต้น แป๊ปตัวก็เสร็จ...(ช่วงนี้นักโทษจะคิดในใจ เมื่อไหร่จะประหารสักทีฟ่ะ)

23.30 น. ตอนนี้พยานทั้งหลายจะถูกนำตัวมาไว้ที่ห้องสังเกตการณ์ สูงสึดไม่เกิน 10 คน อย่างไรก็ตามนักทาประหารสามารถขอให้ใครบางคนที่เขาเลือกมานั่งชมการประหารชีวิตก็ได้ แต่คนที่เขาเลือกจะต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานคุกก่อน
.
วันประหารชีวิต

00.00 น. ส่วนใหญ่การประหารชีวิตจะเริ่มหลังเที่ยงคืน เวลานั้นจะมีสองคนนั้นที่อยู่ห้องประหารของนักโทษตั้งแต่ต้นยังจบ คือเจ้าหน้าที่โครงการประหาร และผู้ช่วย
นอกจากนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ 3 ทีม ทำการผลัดประหารชีวิตนักโทษเป็นช่วงๆ โดยทีมแรกเรียกว่า The extraction team ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่นำนักโทษออกจากห้องขังเดี๋ยวไปสู่ห้องประหาร ส่วนทีมที่สองเรียก The IV team เจ้าหน้าที่มัดเข็มขัดหนังรัดเนื้อรัดตัวแขนขาของนักโทษประหารอย่างแน่นหนาก่อนฉีดยาพิษเข้าร่างนักโทษ และทีมที่สามคือ injective ทีมฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือดนักโทษ ซึ่งทีมนี้เข้ามาทางห้องประหารโดยทางห้องกระจกซึ่งอยู่ติดกับห้องประหาร เมื่อฉีดยาพิษใส่ร่างนักโทษจะถูกปิดบังด้วยฉากกั้นแบบมีล้อเลื่อนเข้ามาเพื่อไม่ให้นักโทษส่งสายตาไปว่าใครเป็นใครกันแน่ในห้องนี้
ยาพิษที่ฉีดเข้าไปเป็นพิษชนิดรุนแรง ขนาดทำให้ตายอย่างรวดเร็วทันที่ที่เข้าร่างนักโทษ โดยมี 3 ชนิดด้วยกัน แต่ละชนิดล้วนมีพิษสุดร้ายแรง
เมื่อยาพิษเข้าร่างนักทาแล้วจะต้องรอประมาณ 9-10 นาที เพื่อให้มั่นใจว่านักโทษตายแล้วแน่นอน

00.10 – 00.20 น. ช่วงนี้ทีมแพทย์จะเข้ามาตรวจสอบว่า นักโทษเสียชีวิตเป็นที่แน่นอนแล้ว เมื่อแพทย์ระบุเสร็จ ม่านบังตาจะเลิกขึ้น ให้พยานได้พบเห็นโดยทั่วกัน ว่าสภาพนักโทษเป็นอย่างไร ก่อนที่จะถูกนำตัวออกไปภายนอก

01.00 น. ผู้บริหารระดับสูงโครงการประหารชีวิตนักโทษจะเดินไปยังลานจอดรถ ทำการประกาศใฟ้ผู้ยังผู้มารอฟังข่าวให้รับทราบ และมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนให้ทราบพร้อมๆ กัน
เวลานี้มีการประกาศว่านักทาประหารต้องการอะไรบ้าง ขออะไรบ้าง ญาติต้องทำยังไงกับเขา ทรัพย์สินจะจัดการยังไงเป็นต้น
พร้อมกันนี้ ทางคุกจะขอโทษ และแสดงความเสียใจ และแนวประหารจะถูกปิดตายไปชั่วคราวก่อนจนกว่านักโทษประหารรายใหม่จะมาใช้บริการต่อไป

จบสักที

จากหนังสือ โหดเหลือเชื่อ

กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์ แจ๊คเดอะริปเปอร์ในเมืองไทย

กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์
ดึกสงัด ถนนแก่งคอย-ตาลเดี่ยว จ.สระบุรี ที่มืดสนิทและเงียบสงบแทบไม่มียวดยานพาหนะชนิดใดผ่านไปผ่านมา จนกระทั้งรถฟอร์ดรุ่นปอนเตี๊ยกแล่นมาจอดริมทางบริเวณพงหญ้ารกท่วมหัว ครู่หนึ่ง...และก็ขับออกไป.........
ใกล้รุ่งแล้ว ชาวบ้าน ชนบทเตรียมที่จะเริ่มกิจกรรมแห่งชีวิตแต่เช้าตรู่ แต่เช้านี้แตกต่างจากวันอื่นๆ เมื่อมีเสียงดังเอะอะจากพงหญ้าริมทาง หลายคนผงะสิ่งที่เห็นบนพงหญ้า ก่อนที่จะแจ้งไปสถานีตำรวจที่ไม่ไกลนัก พอตำรวจหลายนายมาที่เกิดเหตุก็รีบแหวกพงหญ้าออกมาดูก็พบแหม่มสาวชาวยุโรปคนหนึ่ง นอนเป็นศพเปลือยกายอยู่น่าสงสาร สภาพศพถูกยิงกลางหน้าอก ถูกเชือดคอ ตัดจมูก กรีดใบหน้า แต่กระนั้นก็ยังพบร่องรอยความสวยงามอย่างหาที่ติไม่ได้ รูปร่างเธอสมส่วนอย่างยิ่ง จึงไม่น่าแปลกแต่อย่างใดที่เธอมีร่องรอยการถูกอนาจารทางเพศด้วย
22 มกราคม พ.ศ.2511 เกิดคดีโด่งดังไปทั่วโลกคดีหนึ่งในประเทศสยามในเวลานั้น นั้นคือคดีฆาตกรรม นางแบบสาวชื่อดังชาวเดนมาร์ค นามว่า ดอริค วอนฮาเวน ในตอนนั้น เธอมีอายุแค่ 23 ปี เป็นนางแบบชื่อดังกระฉ่อนโลก
ในสมัยนั้นมีชาวต่างชาติอยู่ไม่กี่คนที่มายังประเทศสยาม เพราะเนื่องจากในสมัยก่อนชาวต่างชาติมองสยามประเทศของเราว่ายังเป็นประเทศล้าหลัง ป่าเถื่อนอยู่ แต่นางดอริครู้สึกสนใจประเทศสยามมาก จึงได้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย และเมื่อมาถึงประเทศสยามเธอพบประสบการณ์สยองสุดขีด
เธอกลายเป็นศพ
ฆาตกรที่ฆ่าเธอนี้นามว่า นาย กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์ เป็นอดีตนักเรียนแพทย์จากประเทศอังกฤษ แต่ถูกไล่ออกกลางคัน จนต้องประกอบอาชีพเป็นคนผ่าพิสูจน์ศพอยู่พักหนึ่ง เมื่อกลับมายังไทยก็สมัครเป็นอาจารย์รับจ้างสอนภาษาอังกฤษ ก่อนที่ชีวิตตกต่ำ จนหันเหเป็นไกด์นำเที่ยว
และอาชีพใหม่นี้เอง เป็นชนวนสำคัญ ที่ทำให้เขารู้จักนางแบบสาวสวยชาวเดนมาร์คเข้าโดยบังเอิญ เนื่องจากเธอตัดสินใจมาเป็นลูกทัวร์ของเขาหลายวันก่อนที่จะตาย
“น่าเอามาเป็นเมียเป็นบ้า”
และในเวลานั้นเองจิตใจที่วิปริต และจิตใจโสมนของกู้เกียรติเริ่มก่อตัวขึ้น เขาเริ่มวางแผนจะข่มขื่นนางสาวนางแบบ ด้วยการชักชวนเธอมาที่บ้านพัก แผนเขาสำเร็จ เขาสามารถข่มขื่นเธอได้ ตามที่หวังและความตั้งใจแต่..........ไม่ใช้เพียงนั้น ใจเขาคิด ถ้าปล่อยเธอไปเธออาจเอาความผิดของเขาไปบอกคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นหลังจากการเสพสมอย่างสาแก่ใจแล้วเขาก็ “ฆ่า”เธอด้วยความสะใจ เขาใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอกเธออย่างเลือดเย็น พร้อมด้วยการใช้มีดผ่าตัดที่เขาชำนาญเป็นอาวุธสังหารร่วม
หลังจากที่เขาสังหารนางแบบสาวแล้ว เขานำศพเธอไปทิ้งริมถนนสายแก่นคอย ตาลเดี่ยว ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตำรวจพบศพดังกล่าว สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่หน้าอกหนึ่งนัด ลำคอถูกกรีดเหวะหวะ อย่างสยดสยอง จมูกถูกตัดออก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอบกรีด จากมีดที่คมกริบ
และคดีนี้ก็ได้เป็นคดีดังที่ทำให้ไทยเป็นที่จับตาของนานาประเทศ ก็นางแบบดังมาตายนี้!
เมื่อคดีดัง ตำรวจไทยก็โชว์ฝีมือ สืบเสาะจับฆาตกรได้ในเวลาอันรวดเร็ว
นั้นคือ นาย กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์
นายกู้เกียรติแก้ตัวไม่ขึ้น เพราะมีหลักฐานที่มัดตัวเขาแน่นหนา คราบเลือด บนห้องนอน ที่ท้ายกระโปรงรถและขนเพชรของเขาที่ตกลงบนศพของนางแบบสาว รวมทั้งเช็คผู้ตายอีก 63 ใบ ที่เขาขโมยมาจากเหยื่อที่เขาสังหาร และแอบใบขึ้นเงิน จนถูกเจ้าหน้าที่จับได้จากการขยายผลจับกุม
การดำเนินคดีกับนาย กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์ ผลการพิพากษาคือ จำคุกตลอดชีวิต โดยลดหย่อนลงมาจากการประหารชีวิตเขา เพราะผู้ต้องหารับตำสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
กล่าวกันว่า นายกู้เกียรติชดใช้กรรมที่เขาก่อขึ้นในเรือนจำบางขวางอยู่เพียง 8 ปีเศษๆ เท่านั้น ก็ออกจกเรือนจำสบายบรือ โดยไม่มีใครทราบว่าทำไมถึงพ้นโทษเร็วนัก
ปลายปีพ.ศ. 2520 หลังได้รับสารภาพ นายกู้เกียรติก็ได้หายตัวอย่างลึกลับ ไม่มีใครทราบข่าวของเขาอีกเลย
................................
3 ปีต่อมา ประมาณปี 2523 เกิดคดีประหลาดในเดือนธันวาคม มีคนร้ายโรคจิต บุกเข้าไปในแผนกนิติเวชของโรงพยาบาล ตำรวจ และโรงพยาบาล และโรงพยาบาลจุฬาฯ อีก 3 ครั้งซ้อน ขโมยชิ้นส่วนศพ เช่น แขน เท้า และเนื้อหน้าตกของศพคนตาย และหายไปอย่างลึกลับจากห้องเก็บศพ โดยเป็นศพผู้หญิงทั้งหมด และปรากฏร่องรอยการถูกข่มขื่น
ภายหลังมีการพบชิ้นส่วนดังกล่าว ถูกบรรจุไว้ในกล่องทิ้งอยู่ข้างถนนราวกับขยะ จากการตรวจสอบพบว่าชิ้นส่วนถูกตัดอย่างชำนาญ คนร้ายจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องแพทย์เท่านั้นจึงปฏิบัติการได้เนียนขนาดนี้
ฝีมือตำรวจไทยมีหรือจะจับไม่ได้คดีดังขนาดนี้ ในเวลาไม่นานตำรวจก็สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย ชื่อ นายฟรานซีส ก.เรืองฤทธิ์ หลังจากถูกจับกุม และสอบสวน เขารับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือกระทำเหตุวิปริตดังกล่าว
นอกจากนี้เขายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเป็นคนเอามีดแทงพนักงานบริษัทสาวคนหนึ่ง ใจกลางเมือง จนสาหัสปางตายอีกด้วย
และเมื่อตรวจสอบประวัติของนาย ฟรานซีส ก.เรืองฤทธิ์ ตำรวจต้องตกตะลึง
นายกู้เกียรติ เรืองฤทธิ์ กับ นายฟรานซิส ก.เรืองฤทธิ์คือคนๆ เดียวกัน ผลคือเขาต้องเข้าเรือนจำบางขวางอีกครั้ง แต่โทษคราวนี้เขาแค่จำคุก 5 ปีเท่านั้น ก็ออกจากคุกบางขวางแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนครั้งแรก และไม่ได้ยินข่าวอีกเลยเสมือนว่าตายอย่างงั้น
26 ตุลาคม พ.ศ.2542
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บงนา ได้รับแจ้งว่า มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นจากพลเมืองดีว่า พบศพหญิงสาวถูกฆ่าตาย อยู่ชั้นล่างของบ้านเลขที่ 549 หมู่บ้านเปรมฤทัย เขตประเวศเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ ตรวจสอบชันสูตรพบว่า ผู้ตายคือ นางมาเรี่ยม ใจหวัง อายุ 30 ปี เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ตามร่างกายไม่พบบาดแผลใดๆ ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ที่ลำคอ มีรอบช้ำเขียว คล้ายถูกบีบ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นข้างๆ ศพ มีพัดลม 2 ตัวเปิดทิ้งเอาไว้ โดยไม่รู้สาเหตุ คล้ายกับอำพรางอะไรบางอย่าง
บ้านเธอที่เสียชีวิต ข้างบนเป็นที่พักอาศัย ข้างล่าง เปิดเป็นร้านรับแปลเอกสาร ส่วนเจ้าของชื่อ.....
นาย ฟรานซีส ก.เรืองฤทธิ์!
ตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ทราบประวัติความเป็นมาของบุคคลอันตรายนายนี้ แต่เมื่อเสนอข่าวออกไป เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่เคยจับกุมและดำเนินคดีกับนายคนนี้ในสมัยแรกๆ หลายคนจำเขาได้ แม้จะผ่านไปถึง 30 ปี ก็ตาม และนาย ฟรานซีส ก.เรืองฤทธิ์ ก็แก่ไปมากแล้ว อายุเกือบ 60 ปีแนะ
นาย ฟรานซีส ก.เรืองฤทธิ์ (กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์) ให้การกับตำรวจในขั้นแรกว่า นางมาเรียมผู้ตาย เป็นลูกจ้างของเขามารับจ้างแปลเอกสารเป็นบางครั้งบางคราวเป็นงานอดิเรก เมื่อคืนมีงานมาก ดึกดื่นถึงจะเสร็จ เขาเลยให้เธอนอนค้างบ้าน รุ่งเช้าจู่ๆ เธอก็เป็นศพ ไม่รู้ว่าเธอตายเพราะสาเหตุใด
แน่นอนเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางนา ต้องไม่เชื่อคำให้การของนาย ฟรานซีส ก.เรืองฤทธิ์ (กู้เกียรติ เรืองฤทธิ์)อยู่แล้ว ประกอบกับประวัติในอดีต อีกทั้งหลักฐานหลายๆ อย่าง เช่น วีดีโอหนังลามกหลายสิบม้วน ภาพเปลือยหญิงสาวหลายคน หนังสือโป๊ใต้ดิน ภาพศพจากนิตยสารแนวอาชญากรรม(มันหลักฐานตรงไหนนี้)
แต่หลักฐานมัดตัวที่สุดคงจะเป็นผลการชันสูตรนางมาเรียน ที่พบว่ามียานอนหลับอยู่ในกระเพาะอาหารของเธอ แต่นายฟรานซิส ปฏิเสธข้อกล่าวหาไม่ยอมรับสารภาพเหมือนคดีแรกๆ ที่เกิดขึ้น
จนปัจจุบันนี้คดีนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดในขั้นตอนของศาล จนเป็นคดีปริศนา(?)อีกรายของไทย ลืมบอกไปสำหรับมาตกรรายนี้ ที่จริงก็ไม่โหดอะไรมากน่ะ แต่ถือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของไทย(บุญเพ็งไม่นับ) และเป็นฆาตกรคนแรกที่เคยเป็นหมอ จึงได้รับฉายาแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ในเมืองไทยด้วยปริยาย
ว้า............ตอนนี้สั้นจริงๆ งั้นเพิ่มหน่อย
รวมนักโทษประหารชื่อดังของไทยคุณรู้จักพวกเขาหรือเปล่า สุขุม เชิดชื่น จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานจ้างวานฆ่าแพทย์หญิงนิชรี มะกรสาร แพทย์และอาจารย์แพทย์จุฬา วันที่ 25 ตุลาคม 2539 ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์หลังศาลพิพากษาประหารชีวิต ซึ่งคดีนี้ดังมากเพราะจำเลยมีฐานเป็น ส.ว.
เรืองศักดิ์ ทองกุล เจ้าของฉายาไอ้ศักดิ์ 5 ศพ ฆาตกรทมิฬ ที่ไม่รู้ไปกินดีหมีที่ไหน ก่อเหตุฆ่าแขวนคอสยองตระกูลบุญทวี 5 ศพรวด ใช้เวลากว่า 27 วันกว่าจะจับได้ แต่ตลกคือไอ้ศักดิ์ดันถูกจับในวันแถลงข่าวในขณะที่ตนไปยื่นดูว่าคดีนี้ไปถึงไหนแล้วผลสุดท้ายถูกประหารชีวิต หลังศาลอ่านคำพิพากษาในวันที่ 30 ตุลาคม 2540
พันธ์ สายทอง ถูกประหารเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2542 ข้อหาข่มขื่น และฆ่า “น้องอ้อม” หรือเด็กหญิง สุพรรณษา เชิดชู อายุ 4 ปี ที่ห้องน้ำหญิง ที่สมัยก่อนถือว่าเป็นคดีที่โด่งดังมาก แต่สมัยนี้ธรรมดาไปแล้วกับข่าว ฆาตกรฆ่าเด็ก
จรินทร์ สิทธิธรรม เจ้าตำรับฉายา “ฆ่ายัดกล่อง” หรือฉายา “กระทิงแดง ศิษย์พระกาฬ” เพราะไปฆ่าเด็กชาย กิมบั๊ก แซ่อึ้ง อายุ 15 ปี แล้วไปยัดกล่องกระทิงแดงไปทิ้งรถไฟสายเหนือกรุงเทพ เชียงใหม่ สาเหตุเพราะเรียกค่าไถ่ไม่สำเร็จ แต่เมื่อถูกจับได้ก็รับสารภาพและเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน ทำให้ศาลลดจากการประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน
เกียรติศักดิ์ พูลสวัสดิ์ เจ้าของฉายา “ฆ่าโปกปูน” เป็นถึงครูดีเด่น ปี 2532 แต่เดือดร้อนเรื่องการเงินจนสวมวิญญาณมัจจุราชฆ่าลูกศิษย์วัยเพียง 12 ปี ชื่อ ทัศนีย์ แสงรัตนทองคำ ก่อนจะนำมายัดโลงไม้แล้วโบกปูนทับนำไปทิ้งน้ำ ทั้งๆ ที่เขาสนิทกับครอบครัวของเหยื่อนั้นยิ่งกว่าญาติสนิท คดีนี้เคยสร้างเป็นหนัง เป็นนิยาย มันมาก เพราะตำรวจต้องใช้กลอุบาย แก้เกมกับฆาตกรคนนี้หลายชั้นมาก ผลสุดท้ายถูกจับ ศาลลดจากการประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน นอกจากนี้ยังมีพวกเสือที่เรารู้จักกันดี เช่น เสือขาว เสือใบ เสือผาด แต่คนเขียนอ่านดูแล้ว คงไม่ใช้ฆาตกร จึงตัดออกครับ
จบตอนนี้แล้วครับ
+
BODY{
background:url(http://image.dek-d.com/4/604393/6656647jpg.);
background-attachment:fixed;
}
+

10 อันดับ ฆาตกร โหดสะท้าน โลกภาพยนตร์

10 อันดับ ฆาตกร โหดสะท้าน โลกภาพยนตร์
นานมาแล้วที่หนังแนวฆาตกรรมได้รับความนิยมอย่างมากในทุกๆประเภทชึ่งส่วนใหญ่ เป็นหนังที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสร้างมาก(จนคนเขียนไม่มีโอกาสจะดู)แต่ได้กำไรมากๆจึงทำให้นักทำหนังได้สร้างนั้นแนวนี้มากมายนับไม่ถ้วนแต่จะมีสักกี่คาแรกเตอร์ที่ หน้าจดจำ ครั้งนี้เราจะมาแนะนำ10อันดับ ฆาตกรที่เราต้องสะพรึงกันอันดับ 10 แจ็ค เดอะริปเปอร์ จาก from hellฆาตกรโหดนชึ่งมีที่มาจากลอนดอนในปี ค.ศ.1888 ชึ่งอ้างอิงจากเรื่องจริงชึ่ง เป็นฆาตกรที่ตามไล่ฆ่าโสเภณีอย่างต่อเนื่อง ชึ่งในหนังมีฉากที่หน้ากลัวอยู่ไม่น้อยอย่างหน้าประหลาดใจทั้งที่หนังแทบไม่ได้ฉายตอนแจ็คชำเหละศพโสเภณีเท่าไหล่เลยชึ่งเป็นเรื่องหน้าแปลกที่หนังเรื่องนี้ทำให้ขนลุกอยู่ได้ แต่ทั้งนี้หนังก็ไม่ค่อยมีความหน้าตื่นเต้นเท่าไหล่แต่กลับชวนง่วงมากกว่าแต่ด้วยตัวหนังที่เสนอบรรยากาศได้ดีเยี่ยมและการหักมุมในตอนหลังทำให้ แจ็ค เดอะริปเปอร์ ติด โผ อันดับ10 แบบหวุดหวิด (แต่คนเขียนไม่ได้ดู)
อันดับ 9 ไอ้หน้าถุงน่องจาก resurrectionเป็นตัวละครที่ไม่มีเสน่ห์เท่าไหร่แต่ด้วยความฉลาดเป็นกรดของมันและวิธิฆ่าอันแปลกประหลาดชึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับคริสศาสนาทั้งสิ้นที่9จึงตกเป็นของไอ้หน้าถุงน่อง (คนเขียนมีซีดีหนังนี้แต่………….หายไปไหนแล้วหว่า)
อันดับ 8 มารี จาก haute tension สับ สับ สับเป็นตัวละครที่หน้าจดจำอีกคน สำหรับมมารีเพราะเป็น ฆาตกรทอมบอยคนแรกของโลกภาพยนตร์ชึ่งโรคจิตโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเลย ชึ่งมารีมี2บุคลิกนั้นคือบุคลิกคนส่งของจอมโหดที่มันโหดได้ใจจริงๆกับบุคลิกมารีที่แสนจะรักเพื่อนแต่ไม่รู้เพื่อนจะรักลงอยู่ไหม ฉากที่หน้าจดจำที่สุดคือฉากที่มามารีช่วยตัวเอง (คนเขียนไม่ได้ดูใหญ่เลย ฮ่าๆ)เล็กๆ น้อยกับหนัง ภาพยนตร์ฝรั่งเศส Haute Tension หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า Switchblade Romance เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่องใหม่ ที่สามารถก้าวไปถึงจุดที่ภาพยนตร์สยองขวัญจากฮอลลีวูดไปไม่ถึง พร้อมปลุกทุกอณูแห่งความหฤโหด ของคำนิยามที่แท้จริงของภาพยนตร์ระทึกขวัญ มันจะพาผู้ชมกลับไปยังจุดเริ่มต้น ของเวลาที่ไม่ต้องพูดถึงเทคนิคพิเศษ หรือเรต PG-13 มากวนใจ ภาพยนตร์ได้รับแรงบันดาลใจ มาจากภาพยนตร์ชิ้นคลาสสิกอย่าง The Texas Chainsaw Massacre ภาพยนตร์สยองขวัญจากประเทศฝรั่งเศสเรื่องนี้ กำลังจะมาขึ้นแท่นภาพยนตร์ระทึกขวัญ ที่ดีที่สุดในรอบปี
อันดับ 7 ฌ็อง แบ็ปติส์ เกรณุย จาก perfumeอันดับ7 ตกเป็นไอ้หนุ่มจมูกสุนัข ชึ่งทำตัวละลานไปดมกลิ่นตัวของหญิงสาวผู้โชคร้ายชะทั่วแล้วก็จับมาทำน้ำหอมชะเลย ชึ่งเรียกได้เลยว่าโรคจิตขนาดหนัก ฉากที่หน้าประทับใจคือ ฉากโปรยน้ำหอมในลานประหาร ชึ่งได้ทั้งศิลป์ทั้งเสียวอันดับ 7 จึงตกเป็นของ เกรหนุยอย่างไม่ต้องสงสัย (ไม่เคยดู)
อันกับ 6 เจสัน วอร์ฮิส จาก friday the13อันดับ6ตกเป็นของฆาตกรลูกตัวอย่างเพราะติดแม่อย่างงอมแงมขนาดที่เรียกให้ฟื้นก็ต้องฟื้น คิดดูมันเลยไม่ตายชะที เป็นตัวละครที่หนึ่งที่ติดตาคนดูมากที่สุดเลยก็ว่าได้ชึ่งสมัยนั้นถือว่าสยองมาก สมัยนั้นคอหนังสยองจะชอบมากเพราะพี่แกฆ่าไม่เลือกจนตอนนี้ออกมาจนภาค10 ออกทะเล อ่าวไทยไปเป็นที่เรียบร้อย ได้แต่นั่งคิดว่า อย่าเอาพี่เจสันมาปู้ยิ้ปู้ยำอีกเลยให้มันตายไปเถอะ เลยให้ที่6อย่างจำใจจำยอม เล็กน้อย ๆ กับศุกร์ที่ 13 อาถรรพณ์เลข 13 ชาวคริสต์มีความเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขอัปมงคล มีมูลเหตุมาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ที่เรียกกันว่า "เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์" (The Last Supper) นั้นมีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมหน้ากันกับพระองค์รวม 13 คน และความเชื่อว่าวันศุกร์ เป็นวันโชคร้าย ก็เพราะเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน และเป็นวันที่อดัมกับอีฟละเมิดกัดแอปเปิ้ลต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้าในสวนเอเดน จนต้องถูกขับไล่ออกมา ยิ่งกว่านั้นยังเชื่อว่าเป็นวันที่อดัมกับอีฟล้มหายตายไปจากโลกอีกด้วย ดังนั้น เมื่อวันศุกร์มาตรงกับวันที่ 13 จึงเหมือนเป็นวันมหาอัปมงคลเจสัน วอร์ฮีส์ ปรากฎตัวครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Friday the 13th ในปี 1980 และยังมีภาคต่ออีก 9 เรื่องเสียงประกอบเวลาเจสันปรากฏตัว เป็นเสียงทำนองว่า ไอๆๆๆ คิลๆๆๆ (ต้องเสียงก้องๆ ด้วย) แปลว่า กูๆๆๆ ฆ่าๆๆๆๆ .........เจสัน วอฮีร์ เป็นเด็กพิการ หน้าตาน่าเกลียด โดนเพื่อนแกล้งจนจมน้ำตาย (ซึ่งจะได้เห็นในแผ่น dvd อันที่รีวิวไปนี้แล) โดยศุกร์ 13 เกือบทุกภาค ก็จะพยายามเล่าเรื่องเหล่านี้อย่างละนิดละหน่อยให้คนดูได้รู้เบื้องหลังของเจสันไปเรื่อยๆ เช่นภาคแรก แม่ของเจสันนั่นเอง ที่ออกฆ่าคน พอมาภาคสองเจสันก็มีตัวตนจริงออกฆ่าคนบ้าง ไปจนถึงภาคสาม ภาคสี่และอีกหลายๆ ภาค ...... มีทั้งตอนเป็นคน และตายไปแล้ว หรือที่สุดๆ คือเจสัน X ที่มันกลายเป็นหุ่นรบไปเลย .......
อันดับ5 เฟรดดี้ ครูเกอร์ จาก nightmake on elm stretอันดับ5 ตกเป็นของ ปีศาจรูปร่างเน่าเปื่อยที่มีกรงเล็บพร้อมกับเรเซอร์ยาวแหลมเฟี้ยว แต่ก็มีอารมณ์ขันอยู่มากกะเขาเหมือนกัน อยู่ดีๆ ก็มาปรากฎอยู่ในความฝันของวัยรุ่นเมื่อตอนเป็นคนเคยเป็นฆาตกรสังหารเด็กมาก่อนต่อมาเขาถูกคนอื่นรุมจนตายจนเป็นปีศาจไล่ล่าฆ่าคนในฝัน ตั้งแต่ปี 1984 และมีภาคต่อมาอีก 6 เรื่อง ชึ่งก็กระแสดีพอๆกับfryday13 และก็ออกอ่าวไทยไปไล่เลี่ยกันจนถึงขนาดมาท้าตีท้าต่อยกันเองเลยดูมันทำแต่อย่างไรก็ดีเฟรดดิ้ก็ยังไม่ออกไปในอวกาศแบบjasonจึงได้ที่5 มาครอบครองเล็กน้อย ๆ กับเฟรดดี้ ครูเกอร์ เฟรดดี้ ครูเกอร์ มีประวัติอันน่าเห็นใจอย่างยิ่ง คือแม่ของเฟรดดี้ไปเข้า รพ. แห่งนึง แล้วปรากฏว่ามีการผิดพลาด ทำให้ต้องตกไปอยู่ในโซนของคนไข้โรคจิต แล้วเป็นวันหยุดหลายวันของ รพ.ด้วย เลยทำให้โดนคนบ้าข่มขืนหลายสิบคนตลอดสามวัน ยังผลให้ตั้งท้องแล้วคลอดลูกมาเป็นเฟรดดี้ (ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเฟรดดี้มันถึงบ้าขนาดนั้น)เมื่อเฟรดดี้โตขึ้น ก็แสดงเชื้อบ้าด้วยการจับเด็กไปฆ่าเล่นแก้กลุ้ม จนถูก FBI จับตัวได้ แต่ระหว่างที่รอการพิจารณาโทษ ทางพ่อแม่เด็กที่ตายไปก็บุกเข้าไปเผาเฟรดดี้ตายอนาถ จนกลายเป็นปีศาจแบบไหม้เกรียมอย่างที่เห็นนั่นแล
อันดับ 4 เลเทอร์ เฟรด จากthe texas chainsaw massagrlอันดับ4 ตกเป็นขฆาตกรที่หล่อที่สุดแห่งโลกภาพยนตร์ชึ่งสามารถนับญาตกับเฟรดดิ้ได้ ชึ่งเป็นฆาตกรที่จิตใจดีคนหนึ่งแต่ได้รับการเลี้ยงดูแบบผิดๆส่งผลให้เป็นฆาตกรที่ปัญญาอ่อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ไม่เชื่อดูภาค2 ปัญญาอ่อนได้ใจมาก)แต่กระนั้นหนังก็ยังไม่เคยออกทะเล(ชึ่งภาค2เกือบไปพัทยาแล้ว)จึงทำให้ได้ใจขาโหดมาอยู่อันดับ4
เล็กน้อยๆ กับ เลเทอร์ เฟรด ความน่ากลัวบนแผ่นฟิล์ม บางครั้งอาจเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ตำนานฆ่าโหดที่เท็กซัสในภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิก The Texas Chainsaw Massacre หรือสิงหาสับก็เช่นกัน เพราะมันได้แรงบันดาลใจมาจากเอ๊ด กีน ฆาตกรโรคจิตตัวจริง ที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์อาชญากรรมอเมริกัน ชื่อ เอ๊ด กีน หรือ เอ็ดเวิร์ด ธีโอดอร์ กีน มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1906-1984 ที่เมืองเล็กๆ ชื่อเพลนฟีนด์ ในมลรัฐวิสคอนซิล ช่วงเวลาที่เขาก่อคดีอยู่ระหว่างปี 1947-1957 พฤติกรรมประหลาดชวนสยอดสยองของเค้าช็อกคนทั้งโลก เพราะหลังจากฆ่าเหยื่อแล้ว เขายังควักตับไตไส้พุง และเอาอวัยวะส่วนต่างๆ ของศพ มาทำเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับด้วย
The Texas Chain Saw Massacre (1974) สิงหาสับThe Texas Chainsaw Massacre 2 (1986) สิงหาสับ 2 Leatherface: Texas Chainsaw Massacre III (1990) สิงหาสับ 3The Texas Chainsaw Massacre: The Next Generation (1994) สิงหาสับ: สยองไม่เลือกรุ่น
อันดับ 3 จิกชอว์ จาก sawอันดับ3ตกเป็นของฆาตกรสุดวิปริตชึ่งอยากเห็นสังคมดีขึ้น(หรือเปล่า)ชึ่งวิธิการฆ่าของพี่ท่านโหดได้ใจ ศิษย์เทพช่างนัก ชึ่งทั้ง3ภาค ทำได้อย่างยอดเยี่ยม จึงทำให้ชนะใจโจ๋เอาที่3ไปรับประทานอย่างไม่ต้องสงสัย
อันดับ2 ไมเคิล ไมเออร์ จาก halloweenฆาตกรที่เรียกได้ว่ามีดีทุกด้านไม่ว่าจะเป็นความฉลาดความโหดหรือแม้กระทั้งความอึดหรือพูดให้ชัดก็คือ:-)ไม่มีวันตาย (เอากับมันสิ) หนังทำได้คงเส้นคงวา(ถ้าไม่นับภาค3ชึ่งไม่มีส่วนเกี่บวข้องเลย)ตลอดจนจบภาคh20ชึ่งเป็นภาคที่7ชึ่งเป็นภาคที่บทสรุปลงตัวสุดแล้วแต่ก็ไม่วายมีภาค8ออกมาอย่างหน้าด้านสุดๆและกำลังจะมีภาค9ตามมาในปีนี้ ยังไงก็ตามบุญบารมีหรือบาปบารมีของพี่แกที่ทำไว้ใน6ภาคก่อน(ไม่นับภาค3)ทำให้ได้ที่2มาให้ชื่นใจพี่
อันดับ 1 ตกเป็นของ ฮันนิบาล เล็คเทอร์ จาก the silence of the lambsสุดยอดฆาตกรที่สมเหตุสมผลที่สุดและสามารถทำให้คุณอึ่งตะลึงจนตกเก้าอิ้ได้ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณ เลคเทอร์ นี้เอง ด้วยสายตาที่พร้อมจะทำให้คุณสั่นได้ตลอดน้ำเสียงที่ทำให้คุณรู้สึกหวิวนั้นละดอกเตอร์ เลคเตอร์ ฉากที่หน้าประทับใจที่สุดของหนัง3ภาคคือ ฉากเปิดสมองชึ่งทำให้คนดูอยากอ้วกตามๆกันจึงได้ที่1อย่างไม่ต้องกังขา
เล็กน้อยๆ กับฮันนิบาล ฮันนิบาลฆาตกรอัจฉริยะที่รู้จักกันดีในหนังสือนิยายแนวอาชญากรรม ของ โทมัส แฮริส (อีกทั้งยังได้รับการขนานนามว่าเป็นอาชญากรที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกภาพยนตร์) ชื่อเต็มๆของเขาคือ ฮันนิบาล เล็กเตอร์ ที่8 เขาเกิดปี ค.ศ.1933 ที่ประเทศลิธัวเนีย ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต พ่อ แม่ ของเขาตายในสงครามตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงถูกส่งตัวไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งในที่สุดเขาก็หนีออกมาได้ด้วยวิธีการอันแยบยล เขามีน้องสาว1คนชื่อ มิสซา
ฮันนิบาล เล็กเตอร์เรียนจบ ปริญญาเอก สาขาแพทย์ศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพเป็นศัลยแพทย์ จิตแพทย์ และภัณฑรักษ์ ฮันนิบาลเป็นบุคคลที่เฉลียวฉลาดซึ่งน้อยคนนักจะเป็นได้ แต่ด้วยบาดแผลในวัยเด็กที่ต้องสูญเสียครอบครัวในสงครามทำให้เขาเป้นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร แต่ในความอัฉริยะนี้ ลึกๆแล้วเขาก็มีความต้องการบางอย่างที่ผิดแผกไปจากมนุษย์ปถุชนคนธรรมดา... เขาเริ่มฆ่าคนอย่างทารุณโหดร้ายและยิ่งไปกว่านั้นเขายังกินเนื้อเหยื่อที่เขาสังหารอีกด้วย
หนังสือของ โธมัส แฮร์ริส ที่เกี่ยวข้องกับฮันนิบาล มี 3 เล่มด้วยกัน
Red dragon ตีพิมพ์ครั้งแรกในปั ค.ศ.1981 (นำมาทำเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1986 ในชื่อ manhunter , สร้างใหม่และเข้าฉายอีกครั้งในปี2002)
The silence of the lambs (นำมาทำเป็นภาพยนตร์แล้วในปี 1991)
Hannibal (นำมาทำเป็นภาพยนตร์เช่นเดียวกัน ในปี 2001)
ปัจจุบันยังคงมีการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับฮันนิบาลอีก 1 เรื่อง ชื่อว่า Hannibal rising เข้าฉายที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงชีวิตในวัยเด็กของดร.ฮันนิบาล เล็กเตอร์ซึ่งจะทำให้ได้ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าสิ่งใดที่จุดชนวนให้อัจริยะคนนี้มีรสนิยมที่น่าสยดสยองผิดมนุษย์มนา...

10 อันดับคดีฆาตกรรมปริศนาที่ยังไขไม่ออก (Unsolved Crime Mysteries)

10 อันดับคดีฆาตกรรมปริศนาที่ยังไขไม่ออก

อันดับ 10 แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นชื่อของชายคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ชาวอังกฤษและชาวโลกรู้จักกันดี ทำไมน่ะหรือ ? ชายคนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญมานับครั้งไม่ถ้วน มันเริ่มฆ่าหญิงโสเภณีในย่านสลัมของย่านลอนดอน ตั้งแต่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1888
ซึ่งผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว
ทำไมถึงได้ดัง ทั้งที่ฆาตกรโหดเหี้ยมที่โดดเด่นและฆ่าเหยื่อมากกว่าเขา มีมากกว่าร้อยกว่าคน
คำตอบที่น่าจะกล่าวได้คือ ชายผู้นี้ยังไม่เคยโดนจับได้เลยตั้งแต่เขาก่อคดีสะเทือนขวัญผู้คนในลอนดอนมา ทั้งยังการฆ่าที่โหดเหี้ยมและน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเหยื่อโดยการผ่าท้อง และลากเอาไส้มาขวัญไว้ที่เสาไฟฟ้า การแขวนศพเหยื่อไว้บนกำแพง ฯลฯ และที่สำคัญไม่มีข่าวรายงานเลยว่ามีคนที่เคยเห็นหน้าแจ๊คด้วยซ้ำไป กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้ๆ แม้แต่ตอนที่แจ๊คลงมือยังแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติเลย โดยเหยื่อนั้นเสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงหรือไม่ก็ชำแหละ คมมากจนถึงขนาดตัดกระดูกออกมาได้
จนกระทั้งแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ หยุดการกระทำหฤโหด ทิ้งปริศนาไว้ตลอดกาลว่าเขาคือใครกันแน่ อันดับ 9 คดีฆาตกรรมในคิงส์เบอรี

คดีนี้เกิดขึ้นในคลีแลนด์ รัฐโฮไอโอ อเมริกา ค.ศ.1930-40 เรื่องของเรื่องคือมีการพบศพมนุษย์ศพแล้วศพเล่า กว่า 13 ศพ ในเขตลำน้ำคิงส์เบอรี รัน ทุกรายล้วนถูกฆาตกรรมโดยตัดหัว ตัดแขน แต่ละศพถูกทำความสะอาดด้วยล่ะครับ ทุกรายไม่สามารถระบุชื่อได้ ยกเว้นรายที่3 และ 4 เท่านั้น และเป็นคดีดังแห่งประวัติศาสตร์ที่ดำมืดทุกวันนี้ว่าใครคือฆาตกร? และฆ่าคนมากมายเพื่ออะไร?

อันดับ 8 เดอะ แบล็ค ดาห์เลีย

เกิดขึ้นวันที่15 มกราคม 1947 เป็นคดีการตายของ อลิซเบธ ชอร์ค หญิงโรคจิต ที่ตายสยอดสยองเช่นกัน ศพเธอถูกพบที่สวนสาธารณะตอนเช้าตรู่ เป็นเป้าสายตาคนด้วยล่ะ ร่างกายของเธอถูกหั่นเป็นสองท่อน หลังจากชันสูตรก็พบว่าในกระเพาะมีอุจจาระ ที่ทวารหนักมีเศษเนื้อและเศษหญ้าที่ฆาตกรหั่นตอนเธอมีชีวิตและยัดตรงช่องทวารเลยเชียวล่ะ
ถึงแม้ในเวลาต่อมาฆาตกรจะส่งห่อของขวัญที่มีของใช้ผู้ตายไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีข้อความกำกับบอกด้วยน่ะว่าตนเป็นคนฆ่า แต่ตำรวจก็ไม่สามารถสืบได้อยู่ดีว่าใครคือฆาตกร ทำไมถึงลงมือกับเหยื่อได้โหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้ และปัจจุบันแฟ้มคดีนี้ก็ยังอยู่ในแผนกฆาตกรรมของตำรวจนครลอสแอนเจลีส อเมริกา จนถึงปัจจุบัน

อันดับ 7 The Boston Strangler

ช่วงปี 1960 ที่อเมริกา ได้มีฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีฆ่ารัดคอผู้หญิงในบอสตัน ฆ่าไปมากครับ ไม่เว้นว่าสาวหรือแก่ ผิวขาวหรือดำ ต่อมา ชายชื่อ อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวผู้ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาเล็กๆ กลับสารภาพว่า ตนคือฆาตกร !
เขาสารภาพว่าทำเองครับ ฆ่าหญิงเหล่านั้น เขาให้การว่าทำการฆ่าข่มขืน กระทำชำเราหญิงอย่างไรบ้าง มันก็น่าจะลงตัวที่เขาทำ หากแต่ ... จากคำให้การแล้ว มีหลายอย่างที่ไม่ได้ตรงกับความจริง เช่น เขาให้การว่าข่มขืนหญิงรายหนึ่ง มีการทำจนเสร็จกามกิจ ... แต่จากร่องรอย ศพของหญิงคนนั้นไม่มีคราบอสุจิใดๆ ทั้งสิ้น
มันยังไงกันแน่ ... มีบางคนกล่าวว่า ที่อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวให้การนั้นเขากำลังจะบอกว่าใครคือฆาตกรต่างหาก เขาอาจจะโดนบังคับให้สารภาพจากฆาตกรตัวจริง และแม้หากเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่อาจทราบ เพราะ 4 ปี หลังจากสารภาพ ... เขาถูกแทงตายในคุก
และความจริงก็ตายไปกับเขาด้วย

อันดับ 6 คดีฆาตกรรมมาริลีน เชพเพิร์ด

ใครเคยดูหนังเรื่อง The Fugitive น่าจะร้องอ๋อครับ เพราะรูปแบบของเรื่องราวนั้นเหมือนในหนังไม่มีผิด นายแพทย์หนุ่มที่ชื่อว่า แซม เชพเพิร์ด ถูกหาว่าสังหารภรรยาของเขา มารีลิน และถูกตัดสินจำคุกก่อนที่จะตายไปโดยที่ตราบาปนั้นยังคงอยู่ แซมให้การว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในบ้าน และเขาถูกมันทำร้ายจนหมดสติไป พอตื่นมาอีกทีก็พบภรรยาของตนเองเสียชีวิตไปแล้ว
ต่อมาลูกของเขาได้พยายามพิสูจน์ความจริง และรวบรวมหลักฐาน พวกรอยนิ้วมือเก่าเก็บและหลักฐานบางอย่างที่สมัยก่อนยังไม่สามารถตรวจสอบได้ มาตรวจสอบในปี 2000 ก็พบว่า ... ในวันนั้น นอกจากแซม และ มาริลีนแล้ว ... ยังมีบุคคลอื่นอยู่ที่นั่นด้วย .... แล้วเขาเป็นใคร ?
อันดับ 5 The Tylenol Poisonings

ยาเม็ดแก้ปวดไทลินอล ทุกคนน่าจะรู้จักนะครับ ใช้กันบ่อยนี่หน่า ... ลองจินตนาการดู ... หากมีคนบ้าคนนึง เอายาพิษไซยาไนต์ (ยาพิษร้ายแรงที่เมื่อออกฤทธิ์แล้ว มีแต่ตายเท่านั้น!) ใส่ลงไปในยาเม็ดเหล่านั้น แล้วก็บรรจุมันลงกล่องตามปกติ จากนั้นก็วางแผงขาย แล้วก็มีคนซื้อไปกิน ... เขาจะเป็นอย่างไร
ทีนี้เลิกจินตนาการครับว่ามันเป็นเรื่องจริงดีกว่า!
ในอดีตนั้นยาไทลินอลมันยังเป็นแคปซูลนะครับ ไม่ได้เป็นเม็ดอย่างทุกวันนี้ แล้วก็เกิดมีใครบางคนเอาไซยาไนต์ใส่ลงไปในแต่ละแคปซูลแล้วก็แพ็คขายตามปกติ ใครกินก็มีแต่ตายกับตาย ซึ่งก็มีคนมากมายตายไปเพราะไทลินอลสอดไส้ไซยาไนต์นี้เอง
มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1982 ที่อเมริกา จู่ ๆ มีหลายรายกินยาชนิดเข้าแล้วก็ตาย เหตุเกิดหลายรัฐมากครับและมันเป็นการฆ่าแบบสุ่มครับ ไม่มีเป้าหมาย คิดดู สิ่งที่ฆาตกรทำก็คือนั่งลงดูทีวีและรอว่าเมื่อไหร่ข่าวที่เป็นผลงานตนจึงจะออกมา และแน่นอนว่าผู้ตายย่อมไม่มีความแค้นกับมัน(เพราะมันสุ่มฆ่าอยู่แล้ว)

อันดับ 4 Jonbenet Ramsey Murder

วันที่ 25 ธันวาคม ปี 1996 วันคริสต์มาสสำหรับหลายๆ คน แต่มันคือวันสุดท้ายในชีวิตของเด็กน้อยอายุไม่ถึง 8 ขวบ นาม Jonbenet Ramsey เช้าวันนั้นแม่ของเธอแจ้งความว่าเธอได้รับโน้ต เนื้อความคือ Jonbenet ลูกสาวของเธอถูกลักพาตัวไป ... การดำเนินหาตัวเธอก็เริ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีใครพบ จนตำรวจลองให้พ่อแม่ของเธอค้นในบ้านอีกครั้ง ... อันนำมาสู่ปริศนาอันน่าสะพรึง
Jonbenetถูกพบเป็นศพ.ที่ใต้ถุนบ้านของเธอเอง!
เธอถูกรัดคอและทุบกระโหลก เธอเสียชีวิต ... แต่มันอะไรกัน เธอโดนลักพาตัว หายไปจากบ้าน มีการค้นแล้วนี่หน่า ... แต่หลักฐานต่อมาน่าฉงนยิ่งกว่า นั่นก็คือ โน้ตหรือจดหมายลักพาตัวนั้น ถูกเขียนโดยปากกาในบ้านนั้นเอง ... แต่ลายมือไม่ใช่ของคนในบ้าน จากการสืบสวน ไม่มีหลักฐานว่าคนในบ้านเเกี่ยวข้องกับการตายของเธอเลย ซึ่งนั่นก็ปี 1996 ซึ่งวิทยาการไม่ได้อ่อนด้อย การสืบสวนก็ทันสมัยแล้วแต่กลับไม่มีอะไรอธิบายเรื่องนี้ได้เลย
ผมสารภาพเลยครับว่าคดีนี้เล่นเอาผมขนลุกและน้ำตาซึมไปพร้อมๆ กัน ขนลุกก็เพราะปริศนาสารพัดอย่างที่บอกนั่นแหละ แต่ที่น้ำตาซึมก็เพราะ ผมได้เห็นรูปเธอด้วย เธอเป็นเด็กผมทองที่น่ารักมาก สดใสมากคนนึง ขอบอกว่าผมไม่ได้คิดในแง่อกุศลใดๆ ครับ เธอสดใสยิ่งกว่าเด็กคนอื่นที่ผมเคยเห็นมาจริงๆและพอรู้ชะตากรรมแบบนี้มันเศร้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
และ ... คุณก็ทราบดี ... คดีนี้ยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ เช่นกัน
ถึงแม้จะมีการจับนาย มาร์คา และเขาจะสารภาพแล้วก็ตาม แต่เหมือรชะตาเล่นตลก เพราะผลพิสูจน์ ดีเอ็นเอจากศพ ผลปรากฏว่า มันไม่ใช้ของเขา ศาลจึงไม่สั่งฟ้องนายมาร์ค
คดีนี้จึงเป็นคดีปริศนาอีกครั้งหนึ่ง

อันดับ 3 The Phantom Killer

คดีนี้เป็นฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันหนึ่งครับ 1946 ในอเมริกาเช่นกัน คือมีฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีฆ่าคนนั้นแหละ เหยื่อโดนทั้งมีดทั้งปืนเมื่อฆ่าเสร็จแล้วก็หายไปเลยยังกับเป็นควัน แน่นอนก็ยังไม่มีใครจับได้ เพราะฉายาของเขาก็คือ Phantom

อันดับ 2 The Green River Killer ฆาตกรลับสมอง

คดีนี้เกิดแถบซีแอ้ตเติล 1982 ครับ เมื่อมีฆาตกรต่อเนื่องฉายา ฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ ได้ฆ่าคนตายไปกว่า 50 ศพ แต่ละศพก็ทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้เหมือนจะท้าทาย แต่ก็ไม่มีใครสามารถสาวถึงตัวฆาตกรได้ และที่น่าสะพรึงอย่างมากก็คือ ว่ากันว่า ทุกวันนี้ ยังมีการฆาตกรรมที่มีรูปแบบคล้ายกับ ฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ ปรากฎอยู่บ่อยครั้ง มันเป็นฝีมือของพวกเลียนแบบ .... หรือเป็นฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ตัวจริงกันแน่ ?

อันดับ 1 The Zodiac Killer

นี่คือสุดยอดฆาตกรโรคจิต ฆาตกรที่เหล่าผู้ค้นคว้าศึกษาเรื่องคดีฆาตกรรมทั้งหลายต่างรู้จักกันดี"ฆาตกรจักรราศี" !
วันหนึ่งในปี 1968 แถบซานฟรานซิสโก มีวัยรุ่นหนุ่มสาวกำลังพรอดรักกันในรถ จากนั้นก็มีใครบางคนเดินเข้ามา ชักปืนและยังทั้งคู่ดับอนาถเลือดสาดไปทั่วบริเวณนั้น ... เปิดมาเหมือนกับตอนหนึ่งของหนัง ศุกร์ 13 ใช่มั้ยครับ หากแต่มันเป็นเรื่องจริง และมันก็ทำอีกในปี 1969 เช่นเคยวัยรุ่นหนุ่มสาวถูกฆ่าแต่ผู้ชายรอดมาได้และให้การว่าฆาตกรมีผิวขาว!
ฉายาจักรราศีของมันมาได้อย่างไรหลายคนอาจสงสัย...และนี่คือคำตอบ
หลังจากมันก่อ 2 คดีโหดแล้ว มันได้ส่งจดหมายไปหาตำรวจ และภายในแทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษ มันกลับเป็น สัญลักษณ์จักรราศี จากความที่ถอดได้คือ "ฉันชอบฆ่าคน มันสนุกดีมากๆ"แต่สัญลักษณ์17ตัวสุดท้ายของจดหมายกลับไม่มีใครถอดออก
และการฆ่าครั้งต่อมาก็สยองขวัญถึงขีดสุด เมื่อมันลงมือด้วยการสวมฮู้ด (เหมือนเอาผ้าดำคลุมหัวน่ะครับ) ใส่ชุดที่มีสัญลักษณ์จักรราศี มันลงมือแทงวัยรุ่นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกลางวันแสกๆ แบบไม่ยั้ง!ต่อมาคนขับแท๊กซี่ก็เป็นอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรรายนี้
ฆาตกรรายนี้นับว่าสั่นประสาทชาวอเมริกันอย่างสูง และถ้าสังเกตก็จะพบว่ามันชอบฆ่าวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งคงจะมองออกแล้วนะครับว่าพวกหนังไล่ฆ่าแนวศุกร์ 13 นั้น ได้แรงบันดาลไจมาจากอะไรและคงพอจะเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมวัยรุ่นอเมริกันจึงค่อนข้างกลัวหนังประเภทนี้ ในขณะที่บ้านเราเห็นว่าเป็นหนังตลกไร้สาระ...ก็บ้านเขามีคนตายแบบนี้จริงๆนี่หน่า
ว่ากันว่าสัญลักษณ์ 17 ตัวสุดท้ายของจดหมายนั้น ... คือ ชื่อของเขา ... แต่ก็ไม่มีใครถอดได้
และเขายังคงลอยนวล ตราบจนทุกวันนี้ ...

ซีอุย อสูรกายกินคน

ซีอุย อสูรกายกินคน
หลาย ๆ คนอาจเคยไป พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลศิริราช ชั้น 2
สิ่งที่สะดุดตาสำหรับการมาครั้งแรก มันไม่ใช้เครื่องมือแพทย์หรืออวัยวะดอง แต่มันคือโครงร่างของผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ในตู้กระจกขนาดใหญ่ ร่างกายแห้งเหี่ยว เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โครงหลังบิดเบี้ยว ที่ถูกดองเก็บไว้อย่างดี เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา
มันเป็นโครงร่างมนุษย์ร่างเดียว ในประเทศไทย ที่ได้รับเกียรติสูงสุดนี้ ที่เป็นอาชญากรคนสำคัญของแผ่นดิน ที่เลื่องลือกล่าวขานกันเนิ่นนานและเป็นตำนานที่ไม่ลืมเลือน
เขาคือ ซีอุย แซ่อึ้ง ปีศาจฆาตกรกินคน
ทุกพื้นที่ ที่เขาเดินทางไป ศพแล้วศพเล่าเกิดจากการกระทำของเขา ทั้งข่มขื่น ทั้งฆ่า และผ่าศพเพื่อควักเอา อวัยวะภายในของเหยื่อออกมากิน
ทั้ง ๆ ที่เขาไม่อาชญากรอัจฉริยะ แต่เขาก็สามารถสังหารเหยื่อถึง 6 ศพ และเขาอยู่รอดลอยนวลกว่า 5 ปี
เพราะอะไรเล่าที่ทำให้เขากลายเป็นปีศาจฆาตกรกินคนที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
กำเนิดอสูร
ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2470 ในซัวเถา เด็กชายคนหนึ่งได้ลืมตาดูโลกขึ้น เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง12 ของนายฮุนฮ้อ กับ นางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง พวกเขาได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า นายหลีอุย แช่อึ้ง แต่พวกเราชาวสยามต่างรู้จักนามว่า "ซีอุย"
ทั้งสองมีอาชีพทำไร่มีฐานะ มีค่อนข้างยากจน และมีลูกมาก ซีอุยจึงขาดการดูแลจากพ่อแม่ ชั่วชีวิตของเขา เขาดำเนินชีวิตตามความพอของตนเองเป็นที่ตั้ง ออกจากบ้านไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ
เขาเกิดมาเป็นคนตัวเล็กเมื่อเปรียบเทียบเด็กวัยเดียวกัน (แม้เขาจะโตเป็นหนุ่ม เขาก็มีความสูงแค่ 150 เซนติเมตร) สาเหตุนี้เองเขามักถูกเด็กรอบข้างข่มเหงรังแก มาโดยตลอด มันเจ็บทั้งกายและใจ
จนกระทั้ง.................
วันหนึ่งมีมีนักบวชชรารูปหนึ่งเกิดนึกสงสารเด็กที่มักถูกรังแกจากเด็กวัยเดียวกัน เขาจึงได้คำแนะนำน่ากลัวกับเขาอย่างหนึ่งว่า.........
"นายต้องกินหัวใจและตับของคน นายจะได้มีพลังมหาศาลเพื่อต่อสู้กับคนมารังแกได้"
ซีอุยน้อยเชื่อคำแนะนำที่แสนชั่วร้ายอย่างสนิทใจ เขาเชื่อโดยไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ เขาเริ่มหันกินเนื้อสด ๆ เริ่มต้นด้วยการฆ่าสัตว์กินเครื่องใน เช่น ตับ ไต หัวใจ โดยคนรอบข้างไม่ห้ามปรามเพราะเขายังเด็กอยู่
ความทมิฬหินชาติได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

พ.ศ.2488
ซีอุยอายุครบ 18 ปี เขาเป็นหนุ่มฉกรรจ์ เขาถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ 8 ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามอยู่ เขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่า แนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บแดนของประเทศจีน
เป็นเวลาเกือบ ปีเต็ม ๆ ที่เขาต้องเสี่ยงอันตรายจากห่ากระสุนปืนจากข้าศึก กระสุนเหล่านั้นปลิดชีวิตเพื่อน ๆ ของเขา ล้มตายดุจใบไม้ร่วง ตัวเขาก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส จากการสู้รบ ความหนาวเหน็บ และความอดอยากยากแค้น จนกระทั้งหน่วยรบของซีอุยพลาดท่าตกวงล้อมของข้าศึก เสบียงเริ่มหมดลง ซีอุยหิวกระหายอย่างหนักเพราะไม่มีอาหาร เขามองรอบ ๆ จนสายตาเขามาหยุดที่เพื่อนทหารที่ล้มตายราวผักปลา
นี้แหละอาหารชั้นหนึ่ง....................
เขาใช้มีดพกคู่กายกรีดศพเพื่อนทหารด้วยกันอย่างเลือดเย็นตั้งแต่หน้าอกจนถึงหน้าท้อง ควักหัวใจ ตับ และไส้ออก มาต้มกิน โดยไม่สนใจและความรู้สึกของเพื่อนทหารที่ตะลึงกับพฤติกรรมของเขา
และนี้เองคือที่มาของพฤติกกรมอันแสนสยดสยองของเขาในเมืองไทยในเวลาต่อมา
เมื่อสงครามสงบ...........ซีอุยถูกปลดจากกองทัพ แต่เขาไม่คิดอยู่เมืองจีนต่อไป เนื่องจากระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ รวมทั้งความอดอยากยากแค้น ชาวบ้านส่วนใหญ่พยายามอพยพหนีตายในเมืองไทยอย่างมากมายเพื่อนคนหนึ่งได้ชวนมาทำงานไทย(ในขณะที่ซีอุยได้กรรมกรแบกหามสินค้าของบริษัทเดินเรือค้ากับต่างประเทศ แห่งหนึ่ง)ว่าเมืองไทยมีงานทำหลายอย่างและรายได้ดีกว่ากรรมกรแบกหามในจีน
ซีอุยเห็นดีเห็นชอบด้วย เพราะมันยังดีกว่าอดตายในแผ่นดินเกิด และเขานึกขึ้นได้ว่าเขามีญาติและคนรู้จักในเมืองไทยหลายคนสามารถพึ่งพา อาศัย หางานได้บ้าง จึงตกลงเดินทางหางานในเมืองไทย
ไปสร้างตำนานสยองขวัญ ?

แรกมาเมืองไทย ชีวิตแบบนกขมิ้น
ซีอุยหลบหนีมาทำงานในไทย
ซีอุยเหยียบแผ่นดินไทยครั้งแรกที่ท่าเรือคลองเตยวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2489 ด้วยอายุเพียง 19 ปี เขาแอบแฝงมากับกลุ่มจับกัง ในเรือขนส่งสินค้าชื่อ "โคคิด" เป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์
ขณะที่เรือเทียบท่าส่งสินค้าที่คลองเตยซีอุยกับเพื่อนหลบหนีขึ้นฝังมาพักที่โรงแรมเทียนจิน ตรอกเทียนกัวเทียน จังหวัดพระนคร แต่หาญาติที่รู้จักกันไม่พบ ก่อนที่จะเดินทางไปที่ อ.ทับสะเก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปทำงานรบจ้างทำไร่ทำสวน
เขาพักและทำงานหลาย ๆ ที่ ไป ๆ มา ๆ บ้างอยู่เป็นสัปดาห์ บ้างอยู่เป็นเดือน บ้างอยู่เป็นปี
จนกระทั้ง............
เวลาผ่านไป 8 ปี ซีอุยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยด้วยการรับจ้างทำสวนกับนายไอ่ แซ่เล้า จากการทำงานหนัก ร่างกายของเขาทรุดลง จิตใจพะวักพะวนหงุดหงิด คำแนะนำของนักบวชชราจีนจงผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้งหนึ่ง
"นายต้องกินหัวใจและตับของคน นายจะได้มีพลังมหาศาลเพื่อต่อสู้กับคนมารังแกได้"
เหยื่อรายแรก
10 เมษายนพ.ศ. 2497
หนึ่งทุ่มเศษซีอุยออกมาเดินเล่นในตลาดทับสะเก ระหว่างทางเดินผ่านหน้าโรงสีของนายกิ่ว บรรยากาศเงียบเชียบ มีแต่เสียแมลงร้อง และ แสงไฟที่ข้างรั่วโรงสี
จนกระทั้ง.........ซีอุยแลเห็น
ด.ญ.บังอร บุตรสาว 8 ขวบ ของนายตำรวจผู้หนึ่งเดินสวนมา มือถือขันอยู่ 1 ใบ นุ่งผ้าถุงแดง ท่อนบนเปลือยเดินอย่างสบายอารมณ์ ซีอุยอดใจไว้ไม่ไหว เดินตามเด็กหญิงคนนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วจึงปรี่เข้าไปอุ้มเด็กเอามือปิดจมูกปิดปาก กึ่งเดินกิ่งวิ่งเข้าไปในทางมืดข้างโรงสี
เด็กหญิงโชคร้ายพยายามต่อสู้ดิ้นรน แต่ไม่สามารถทานแรงของซีอุยได้ จนสิ้นสติไป ในที่สุดร่างของเธอถูกวางบนพื้นดินใกล้ลำคลองเล็ก ๆ ความเงียบสงบ ประสานเสียงเต้นของปีศาจแสดงให้เห็นความเหนื่อย ซีอุยไม่รอช้าหยิบมีดพับปลายแหลมยาว 5 นิ้วที่เขาพกติดตัวเสมอ แทงไปที่คอใต้ลูกกกระเดือกเด็กหญิง 1 ที เลือดสีแดงฉาดคาวเลือดกระจายคละคลุ้ง
แต่โชคดีในความโชคร้ายแผลนั้นมันยังตื้นเกินไปที่ไม่ให้เด็กหญิงตายได้ และมีคนผ่านมาพอดีก่อนที่ซีอุยจะลงมีดที่ 2 ซีอุยหงุดหงิดแต่ต้องผละจากไปอย่างช่วยไม่ได้
เด็กน้อยหมดสติจนกระทั้งเช้า 7 โมงของวันรุ่งขึ้น ร่างอันขะมุกขะมอมคลุกเคร้าไปกับคราบเลือดของหนูน้อยบังอร ที่กระเซอะกระเซิงล้มลุกคลุกคลานออกจากตรอกชายข้างโรงสี ผวาเข้าสู่อกบิดามารดา ทุกคนต่างรินน้ำตาให้กันอย่างเศร้าสลดต่อภาพที่พบเห็น
ด.ญ.บังอรรอดตายปาฏิหาริย์ แต่รอยแผลเป็นที่คอหอยของเธอยังคงปรากฏชัด พร้อมกับความทรงจำที่เลวร้าย แม้ปัจจุบันเธอจะอายุ 53 ปีแล้วก็ตาม
เธอเป็นเหยื่อรายแรกและรายเดียวที่รอดตายเพราะเหยื่อรายที่ 2-7 ต่างตายเพราะเงื่อมมือของซีอุย ปีศาจกินคน จนหมดสิ้น
เหยื่อรายที่สอง
วันที่ 9พฤษภาคม พ.ศ.2497
เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน ทุกคนต่างลืมเรื่องราวของด.ญ.บังอร เสียสิ้น
วันนี้ที่บริเวณลานกว้างที่ว่าการอำเภอทับสะแก ได้มีงานแต่งงานของนายมงคล สุดลาภา อดีตปลัดอำเภอทับสะแก
งานจัดอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านทับสะแกเกือบทุกคน ต่างหอบลูกจูงหลานมาร่วมงานมงคล งานนี้เกือบหมดอำเภอ
แต่ซีอุยไม่สนุกด้วย….....เขากำลังหาเหยื่อ ความหงุดหงิดงุ่มงามที่ฆ่าเหยื่อรายแรกครั้งแรกไม่ได้มันฝังลึกในจิตใจของเขา ความอ่อนเปลี้ยเพียงแรงได้กระตุ้นหาเหยื่ออีกครั้งในงานนี้
แน่นอน นอกจากผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ยังมีลูกเด็กเล็กแดง ต่างตามพ่อแม่ ญาติพี่น้องมาวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่หน้าเวทีลำวงบ้าง ตามทางเดินบ้าง ใครแยกออกจากกลุ่มนี้แหละเหยื่อของซีอุย
สายตาของเขามันจับจองเหมือนเลือกหมูกับปลาในตลาดสดไม่ปาน
จนกระทั้งสายตาจับต้องไปยังเด็กหญิงคนหนึ่ง
ด.ญ.นิด แซ่ภู่ วัย 11 ขวบได้แยกตัวออกจากกลุ่ม กับน้องสาวเพื่อกลับบ้านเพราะง่วงนอน เธอกำลังกลับบ้านแต่ทางไปบ้านเธอนั้นอยู่หลังเวทีลำวงเป็นทางเปลียวและมืดสนิท ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับเสือที่จ้องตะครุบเหยื่อ
ออกมาเพียง 200 เมตร ฝ่ามืออันหยาบกร้านตะปบปิดปากปิดจมูก หนูน้อยในทันที มันอุ้มร่างเด็กน้อย หายลับไปในรัตติกาลอันมืดมิด ทิ้งไว้แต่น้องสาวที่หวาดกลัวจนร้องไห้จ้า
เขาวิ่งอุ้มร่างของด.ญ.นิด เข้าไปในความมืด วิ่งผ่านข้างทางรถไฟสายใต้ จนมาหยุดที่สะพานผ่านทางรถไฟที่มีป่าหญ้า มืดสนิท ปราศจากสิ่งมีชีวิตใด ๆ มันวางร่างเหยื่อลงทันที จัดการถอดเสื้อ ผ้าถุงเหยื่อ ร่างน้อยอยู่สภาพเปลือย เป็นครู่ใหญ่ที่มันสมปรารถนากับความสุขของกามารมณ์ในแบบผีนรก
ความชั่วของมันยังไม่พอ เพราะขาดความเหี้ยม มันล้วงมีดพับปลายแหลมด้านไม้ที่ที่ขาววับจากกระเป๋ากางเกง มันเริ่มกรีดทิ่มไปยังอณูเนื้อที่อ่อนนุ่มของเหยื่อเด็กสาวทันที
มีดกรีดตั้งแต่หลุมสะดือลงมาผ่านหน้าท้องขึ้นมาถึงทรวงอกจรดคอเผยเห็นตับไตไส้พุงทะลักอย่างกับไส้ไก่ และอีกจุดหนึ่งจากสะดือลงไปบริเวณของลับ จากนั้นมันก็หมกมุ่นอยู่กับการเอามีดเชือดเฉือดของลับ ขาอ่อนและแขนทั้งสองข้าง แยกเนื้อและกระดูกออกราวกับพ่อค้าเนื้อที่ชำนาญ แต่มันไม่สนใจเนื้อที่ได้มากนัก และโยนทิ้งที่พุ่มต้นไม้เอาใบไม้หุ้ม
มันควักอวัยวะภายในคือลำไส้และหัวใจ ตับของเด็กสาวออกมา แยกนำมาล้างเลือดที่คลอง เก็บใส่กระป๋องกางเกง ล้างเสื้อที่เปรอะเปื้อนออกที่ลำคลองเช่นกัน
หลังจากที่เขาสังหารเหยื่อแล้ว เขาทิ้งศพ และมุ่งกลับบ้าน ประมาณ 4 ทุ่ม เขาเดินเข้าไปในครัว เอาอวัยวะที่ได้ทั้งหมด ใส่กาน้ำใบใหญ่ต้มจนสุขและลงมือกินในห้องน้ำอย่างเอร็ดอร่อย กินจนนิ่มแล้วเข้านอนอย่างมีความสุข
จนกระทั้ง ศพ ด.ญ.นิด แซ่ภู ถูกพบ ร่างนอนเปลือยเปล่า ขาวโพลน แน่นิ่งไม่ขยับ อยู่พงหญ้า ติดคลองทับสะเก พวกชาวบ้านและตำรวจที่พบศพถึงกับสยดสยองและความเวทนาต่อสิ่งที่พบเห็นตรงหน้า
เพระตั้งแต่ลำคอของเธอ ถูกผ่าลงที่ทรวงอก จนถึงอวัยวะเพศ อวัยวะภายใน เช่น ตับ ปอด ไต หัวใจ หายไปจนหมดสิ้น ดวงตาเหลือกถลนแสดงถึงความตกใจถึงขีดสุด เสียงเล่าลือเริ่มแพร่สะพัดไปทุกซอกทุกมุมเมือง
ต่อมาตำรวจได้ควบคุม อดีตพลตำรวจปอเตียง ผู้สติไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะเคยมีประวัติฆ่าคนตายมาก่อน
พะวกชาวบ้านคิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไปแล้วเมื่ออดีตพลตำรวจปอเตียงถูกจับ
แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะศพเดียวมันไม่เพียงพอ........................นี้สิ

เหยื่อรายที่ 3
เป็นเวลาหลายเดือนที่ซีอุยต้องตระเวนอยู่รอบอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพ ระนอง ก่อนที่จะกลับมายังถิ่นเก่า อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกครั้ง แล้วทำงานและทำงานอยู่กลับนายเทียนเชีย แซ่ตั้ง แค่ 2 วัน มันก็เริ่มแผนอุบาทว์ขึ้นอีก
วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2498
หลังจากเลิกงานจากไร่ถั่ว ซีอุยเดินออกมาจากไร่ไปตามร่องสวน จนกระทั้งพบด.ญ.ลิ้มเฮียง แซ่ลี้ อายุ 7 ขวบ ลูกสาวนายหยิ่นฝาและนางซิ่ว กำลังเดินอยู่ข้างทางห่างออกไปประมาณ 50 เมตร
แค่นี้มันก็เพียงพอแล้ว สำหรับการกระตุ้นความวิปริตปีศาจที่อยู่ในจิตใจที่ผิดมนุษย์อย่างซีอุยแล้ว
วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2498
มีผู้พบศพของด.ญ.ลิ้มเฮียง แซ่ลี้ นอนตายอืดอยู่สวนห่างจากบ้านแค่ 300 เมตร
เธอออกจากโรงเรียน แต่ไม่กลับบ้านเป็นเวลา 3 วัน สภาพศพเริ่มอืด เริ่มเน่าเฟะแทบจำไม่ได้ แต่สิ่งที่เหมือนกับศพแรกก็คือ
ข่มขืน-กรีดคอ-ถึงช่องท้อง-ควักตับ-ปอด-หัวใจ-หายไป
แม้ต่างท้องที่ ต่างอำเภอ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็รู้ว่า ต้องเป็นฝีมือของฆาตกรคนเดียวกันแน่
การสืบสวนหาตัวฆาตกร จึงเริ่มต้นอย่างจริงจัง เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น จากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสองอำเภอ ใช้เวลาไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามร้อยยอด สามารถจับผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ถึง 2 คน
นายเจือ เสียงเสนาะกับนายสนิท สังวาล์ยวงค์ เพื่อนบ้านใกล้ชิดของนายหยิ่นฝา อันเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบพบว่า มูลเหตุอาจมาจากทั้งสองกับนายหยิ่นฝาทะเลาะวิวาทเรื่องที่ดินและการทำสวนของทั้งสองฝ่าย รุนแรงถึงขั้นประกาศเอาชีวิตกัน
แต่ทั้งสองมีพยานหลายปาก ยืนยันที่อยู่ของเขาทั้งสองในวันเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปล่อยตัวอย่างช่วยไม่ได้
ชาวบ้านต้องหวาดผวาอีกครั้ง เพราะฆาตกรตัวจริงยังลอยนวลอยู่ ไม่รู้ว่าลูกคนไหนจะถูกฆ่าควักเครื่องในกินอีก
เหยื่อรายที่ 4
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2498
ซีอุยยังไม่ได้หนีไปยังจังหวัดไหน เขายังไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ และเขายังอยู่อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่นี้เองเขาก็ได้ฆ่าคนอีกเป็นศพรายที่ 3
ด.ญ.หงั่น ลูกสาวของนายไกว และนางน้ำ แซ่ลี้ อายุ 10 ขวบ ได้หายไปหลังจากดูลิเกที่เปิดวิกการแสดงอยู่ข้างบ้าน เธออุ้มน้องสาววัย 10 เดือนออกไปด้วย แต่ภายหลัง มีผู้พบทารกน้อย นอนร้องไห้จ้าอยู่ริมถนนที่ไม่ไกลจากโรงลิเกมากนัก
วันรุ่งขึ้นก็พบศพตัวพี่สาวชั้น ป.3 อยู่ใกล้โรงเก็บน้ำมัน ของกรมทางหลวง ที่ตั้งอยู่ท้ายตลาด 3 ยอด สภาพศพไม่แตกต่างไปจาก 2 ศพก่อนหน้าไม่มากนัก มันเหมือนกับประเพณีแห่งการฆ่า มันเป็นเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ฆ่าคนดั่งผักปลา
คราวนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ นายทับ ฤาเผย รปภ.ของโรงเก็บน้ำมันมาสอบสวน เพราะเขาเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ในคืนนั้นมากที่สุด แต่ก็เช่นเคย ไม่มีอะไรในกอไผ่
ในขณะที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่มากมายจากกรมตำรวจ ต่างเดินทางประจวบคีรีขันธ์เพื่อคลี่คลายคดีนี้แต่ซีอุยมุ่งสวนทางไปกรุงเทพอีกครั้ง.............ไปสร้างตำนานสะท้านกรุงต่อไป
เหยื่อรายที่ 5
28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498
กรุงเทพสมัย 40 ปีก่อนนั้นยังร้างไร้ผู้คน
วันนี้เป็นวันพิเศษ ไม่เหมือนวันเดิมเพราะว่าเป็นวันตรุษจีน ทุกคนมีความสุขในวาระเฉลิมฉลอง ซีอุยเดินออกจากที่พักที่ทำงานของนายอิ่วไฉ่ แซ่อึ้ง นายจ้างร้านเหล้าและโซดา เมื่อทุ่มเศษ ๆ เดินไปอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั้งมาหยุดโรงงิ้วที่วัดปทุมวนาราม
ด.ญ.ลี่จู แซ่ตั้ง หนูน้อยวัย 4 ขวบ บุตรสาวของนายกิมบั๊ก พ่อค้าเหล็กย่านถนนมิตรไมตรี คือเหยื่อรายที่ 5 เธอชะตาขาดเพราะพลัดหลงกับแม่ตอนดูงิ้วที่วัด
ในที่สุด มันตัดสินใจอุ้มเด็กเคราะห์ร้ายไว้ในอ้อมแขน ใช้มือ อุด ปาก อุดจมูก ใช้ความมือเป็นเกราะกำบังตัว มันวิ่ง........วิ่ง เหนื่อยแทบขาดใจ จนถึงทางรถไฟสถานีรถไฟจิตรลดา
ศพของหนูน้อยชะตาขาดถูกทิ้งอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ
และวันต่อมาข่าวนี้สร้างความโกลาหลและสะท้อนกรุงยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แม้แต่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมกรมตำรวจยุคนั้นออกคำสั่งด่วนให้ดินตามฆาตกรรายนี้โดยเด็ดขาด
แต่ไม่มีใครจับซีอุยได้ เพราะมันใช้ชีวิตแบบนกขมิ้น ที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง มันจากกรุงเทพฯ ไปทำงานหลายจังหวัด ไม่ว่าลำพูน ธนบุรี เข้ากรุงเทพ ไประยอง ฯลฯ
เหยื่อรายที่ 6
6 กุมภาพันธ์ 2500 พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
วันตรุษจีน วันนี้มีงิ้วบนลานกว้างองค์พระปฐมเจดีย์ และเต็มไปด้วยฝูงคนมาชมเที่ยวงาน
ห่างจากโรงงิ้วไม่มากนัก ซีอุยล่อลวง ด.ญ.ซิวจู แซตั้ง อายุ 5 ขวบ ที่หลงมากับแม่ด้วยขนมแป๊ะก๊วย
เมื่อกินเสร็จ ถึงคราวเชือด มันพาหนูน้อยชะตาขาดไปลานองค์พระปฐมเจดีย์ซึ่งมีต้นจามจุรี 1 ต้น มันใช้มีดเล่มเดิมจากกระเป๋าของมันแทงไปที่คอหอย ใช้เวลาไม่นานเธอก็หมดลมหายใจ
มันจัดการอุ้มร่างที่ไร้ลมหายใจไปที่ถ้ำมือแห่งหนึ่งในองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อทำการแหวะตับและหัวใจเพื่อเอาไปกิน แต่ระหว่างหนีก็ทิ้งไฟฉาย และเกี๊ยะ ข้างศพหนูน้อยในถ้ำ
ครั้งนั้นตำรวจที่รับผิดชอบเวลานั้น เร่งติดตามคนร้ายอย่างเร่งด่วนอย่างสุดเหวี่ยงและได้จับกุม นายไสว ปิ่นสินชัย คนขายเนื้อในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ช่วย ส.ส.พรรคไทยรักไทย เขต 3 นครปฐม โดยมีหลักฐานเป็นมีดเปื้อนเลือด ไฟฉาย และเกี๊ยะ ซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นของนายไสว กว่าจะรู้ว่าจับผิดตัวนายไสวจำคุกนานถึง 1 ปีเต็ม
แน่นอนหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ ได้เสนอข่าวนี้อย่างครึกโครม ซีอุยทนกระแสกดดันไม่ไหว จึงรีบหลบหนีไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกลับมายังนครปฐม มันเร่รอนไปทั่วทุกแห่งในประเทศไทย พร้อมฟังข่าวว่ามีเรือกลับเมืองจีนหรือไม่
เขาฝันอยากกลับบ้านเกิดมาตั้งนานแล้ว
เมื่อไม่มีเรือกลับ ซีอุยจึงมาเป็นลูกจ้างทำสวนผักของนายอิ๋ดเจียก แซ่อึ้ง ที่ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง และที่นี้เองคือที่สุดท้ายที่มันจะก่อกรรมทำเข็ญ
เหยื่อรายที่ 7 รายสุดท้าย
27 มกราคม พ.ศ. 2501
นี้เป็นข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของซีอุย เพราะเขาตั้งใจที่จะสังหารเหยื่อที่เป็นเด็กชายคนแรกแทนที่จะเป็นผู้หญิงและเป็นคนที่เขารู้จัก
ในเวลานั้นเวลาประมาณ 15.00 น.ซีอุยยังทำงานที่สวนของนายเฉลียว ขุดดินปลูกผักอยู่ในไร่ ทันใดนั้นเหยื่อสุดท้ายของเขาก็มาหา
ด.ช.สมบุญ บุตรนาวา บุญยกาญจน์
ทั้งสองรู้จักกันมานานแล้ว ในฐานะลูกค้าซื้อผักประจำ แต่ซีอุยทนแรงยั่วยวนไม่ไหว มันหาจังหวะที่จะฆ่ามานานแล้ว และวันนี้เป็นวันที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
มันกระโดดเข้าสวมกอดเด็กชายผู้นั้นอย่างรวดเร็ว แล้วอุ้มเข้าไปในสวนยางพาราท่อยู่ลึกสุด เมื่อมันถึงที่ปลอดคน ก็ปล่อยให้ยืน เด็กชายก็ไม่ร้องและดิ้นแต่อย่างใด มันเริ่มเอามือกดศีรษะ กดให้ล้มนอนหงาย ก่อนใช้มือซ้ายปิดปากและจมูก มือขวาก็ใช้มีดแทงคอที่ใต้ลูกกระเดือก เด็กชายผู้เคราะห์ร้ายสิ้นใจในเวลาไม่นานนัก ซีอุยเริ่มใช้มีดด้านเดิมเชือกหลอดลมให้ขาด แล้วทำการผ่าท้องและสะดือจนถึงหลอดลมที่ตัดไว้ แล้วตัดเอาหัวใจและตับออกมากองบนใบไม้ที่อยู่ข้างศพ
เย็นนั้นมันนำหัวใจและตับของเหยื่อคนล่าสุดกลับเข้าที่พักในสวนผักล้างด้วยน้ำจนสะอาดก่อนเก็บไว้กะละมังไว้ในตู้กับข้าว
แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกับเหยื่อรายอื่น ๆ ที่มันจัดการ มันคิด หากมีผู้พบเห็นศพมันจะต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยแน่นอน เพราะพ่อแม่เด็กนั้นต้องรู้ดีว่าได้ใช้ลูกของต้นมาซื้อผักที่สวนนี้
มันจึงตัดสินใจกลับไปที่สวนยางพาราอีกครั้ง มันทำการกำจัดศพ มันใช้ไฟเผา ชั่วพริบตาเดียวไฟก็ลุกลามไปเศษไม้ใบแห้งจนลามติดเนื้อหนังมังสาของเด็กชายผู้เคราะห์ร้าย
ห่างจากตำบลเนินพระไปเล็กน้อย นายนาวา บุณยกาญจน์ พ่อของเด็กชายสมบุตร และนายเสงี่ยม ม่วงแสง เพื่อนบ้าน กำลังออกตามหาลูกชาย เพราะเป็นห่วงว่าให้ไปซื้อผักที่เนินพระและไม่กลับมา ซึ่งตอนแรกทั้งสองคนพากันเดินทั่วบริเวณสวนผัก
มันคงถึงคราวชะตาขาดของซีอุย ที่มันก่อกรรมทำเข็นไว้มาก นายนาวาและนายเสงี่ยมได้ตรงไปที่ซีอุยใช้เป็นที่กำจัดหลักฐาน(ศพ) ทั้งสองเฝ้ามองพฤติกรรมที่น่าสงสัยของซีอุย และเขาก็อุทานอย่างไม่เป็นภาษาคน เมื่อเห็นวัตถุอย่างหนึ่งโผล่ออกจากกองไฟ
มันเป็นขาคน ขาของเด็กชายสมบุตร
ไฟยังไม่ติดหมดทั่วร่าง สภาพยังเห็นศพเด็กน้อยครบสมบูรณ์อยู่ นายนาวาไม่รอช้าปราดไปเขี่ยกองไฟแล้วอุ้มร่างไร้วิญญาณของลูกรักไว้แนบอก ดวงตาและสีหน้าโกรธแค้น
"สัตว์นรก มึงทำได้อย่างไร"
นายนาวาคำรามดุดัน วางศพลูกชายลงกลับพื้นโผเข้าใส่ซีอุยอย่างบ้าคลั่ง
ซีอุยไม่ได้ต่อสู้เพราะตัวมันไม่มีอาวุธอะไรเลย มันยอมให้นายนาวาและนายเสงี่ยมจับมัดไว้ที่เสาบริเวณบ่อน้ำของสวนผัก ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมา 2 ชั่วโมง และเก็บหลักฐาน หัวใจและตับที่ซ่อนในตู้กับข้าว
ซีอุยให้การรับสารภาพในสิ่งที่มันทำทั้งหมด
การตัดสินของศาล
ซีอุยขึ้นศาลชั้นต้นในจังหวัดระยอง ซึ่งตอนแรกเป็นการสืบคดีเด็กชายสมบุญก่อน แล้วจึงเล่าว่าได้ก่อคดีแบบนี้ที่จังหวัดอื่นหลายแห่ง มากถึง 6 ศพ
ตามกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 มาตรา 289ไม่พ้นโทษประหารแน่
แต่จำเลยรับสารภาพหมดทุกข้อกล่าวหา และให้คำสัตย์จริงตั้งแต่ต้น เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ศาลจึงลดโทษให้จำคุกตลอดชีวิตแทน
ซีอุยยิ้มไม่หุบเพราะมันรอดตาย
แต่อัยการ นายสุเมธ กาญจนอักษร ไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับและให้อภัยการกระทำที่ซีอุยทำไว้ ความรู้สึกประชาชนและความหวาดระแวงต่าง ๆ ก็ยังเกิดขึ้น ถ้าฆาตกรกินคนยังมีชีวิตอยู่ จึงได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาล ฐานฆ่าคนโดยไต่ตรองไว้ก่อนโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้าย
ต่อสู้คดีจนถึงบทสรุปที่ศาลอุทธรณ์
ต้องประหารชีวิตสถานเดียว
ส่วนที่ศาลชั้นต้นลดโทษ เพราะจำเลยรับสารภาพ แต่ที่ทำเพราะมีพยานและหลักฐานแน่นหนา เมื่อมีหลักฐานจำเลย(ซีอุย)ก็ไม่จำเป็นที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะลดโทษอีก
ซีอุยเมื่อฟังคำตัดสิน ถึงกับเป็นลมกลางอากาศ ล้มผลึ่งกลางศาลลงนอนกลับพื้น ภายหลังเครียดจัดถึงกับอัดบุหรี่เข้าปอดอย่างรุนแรง 4 ครั้ง
ในระหว่างรอการประหาร ซีอุย แซ่อึ้ง ถูกส่งตัวขังเดี่ยวที่เรือนจำบางขวางจังหวัดนนบุรี และเกือบตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยช้อนสังกะสีสำหรับตักข้าวกิน แต่ผู้คุมมาเห็นก่อน
วันประหารของซีอุยถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
จุดจบ 17 กันยายน 2502 ที่เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนบุรี
ปัง ๆๆๆๆๆๆ ปัง ๆๆๆๆๆ
เสียงปืนดังลั่นที่ลานประหาร
สิ้นสุดเสียงดัง เมื่อควันจาง ก็ปรากฏร่างชายชาวจีนผู้หนึ่งรูปร่างสมส่วนคนหนึ่ง เลือดอาบทั่วร่างกาย ลมหายใจแห่งชีวิตหมดลง
ไม่รู้ว่าเขาตายแล้ววิญญาณจะไปไหน
อาจเป็นแผ่นดินเกิดที่ ๆ ที่เขาอาจกลับไปตลอดชีวิตหลังพลัดถิ่น หรืออาจเป็นนรกอเวจีที่ ๆ ที่เขาต้องไปชดใช้กรรมอย่างไม่สิ้นสุด เพราะเขาคือ ..........
ซีอุย แซ่อึ้ง ปีศาจฆาตกรกินคน
ก่อนจบ
ในหลายสิบปีให้หลังมีผู้สนใจเรื่องราววิปริตของซีอุย พยายามค้นคว้าและพบว่าคดีนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลไม่น้อยถึงขนาดตั้งข้อสังเกตว่าซีอุยเป็นฆาตกรวิปริต หรือแค่แพะรับบาปเท่านั้น !??ประการหนึ่ง ซีอุยเป็นผู้รับสารภาพเองว่าเป็นฆาตกร ในขณะที่ตำรวจเองไม่มีหลักฐานใดๆ มัดตัวคนร้าย เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ปล่อยซีอุยลอยนวลอยู่นานหลายปี
การที่ตำรวจคลี่คลายคดีเก่าๆ ได้ มีหลักฐานเดียวคือคำสารภาพของซีอุยเท่านั้น !??
น่าสนใจว่าซีอุยพูดไทยไม่ได้มาก ต้องให้การผ่านล่าม คำแปลและความเข้าใจของซีอุยเกี่ยวกับความผิดหรือคำสารภาพนั้นมีมากขนาดไหน มีการตั้งข้อสังเกตว่าซีอุยอาจจะสารภาพไปตามบท เพราะเข้าใจว่าเมื่อจบเรื่อง ตัวเองจะถูกส่งกลับเมืองจีนเท่านั้น
จากข่าวในห้วงเวลานั้นพบว่าคำรับสารภาพของซีอุยก็สับสน และบางเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเกิดเหตุอีกด้วย !??
ในจำนวน 6 ศพที่ซีอุยก่อเหตุ มีบางศพที่ไม่ได้ถูกควักหัวใจและตับออกมากิน ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การฆ่าอย่างสิ้นเชิง ตำรวจแถลงว่าที่ไม่กินเพราะซีอุยบอกว่า ตับกับหัวใจเล็กเกินไป กินไม่อิ่มเลยไม่กิน !??
ระหว่างที่ตำรวจคุมตัวซีอุย ไปทำแผนฯ บางคดีพิสดารและเหลื่อเชื่อเกินไป เช่น รายหนึ่งซีอุยให้การว่าฆ่าเด็กแล้วอุ้มวิ่งเข้าไปในสวนลึกหลายกิโล แถมยังแวะอาบน้ำอาบท่าระหว่างทางอีกด้วย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวผิดวิสัยเกินไป
อีกจุดหนึ่งคือการลงมือระหว่างเหยื่อรายที่ 6 และรายที่ 7 ที่ทิ้งช่วงเวลาห่างกันถึง 1 ปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ซีอุยก่อเหตุถึง 6 คดีในเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้นหรือคดีที่ ต.ทับสะแก ซึ่งซีอุยสารภาพว่าลงมือถึง 4 ครั้ง รายแรกทำไม่สำเร็จ แต่ก็ลงมือได้ในอีก 3 รายต่อมา
ตามปกติทั่วไปเมื่อก่อเหตุครั้งแรกไม่สำเร็จ ซีอุยน่าจะหลบหนีเพราะเด็กต้องจำหน้าได้ กลับกล้าอยู่ในพื้นที่เดิมและลงมือกับเหยื่ออีก 3 รายซ้อน ฯลฯ
แม้มีการตั้งข้อสังเกตหรือข้อสงสัยมากมาย แต่อย่างไรเสียคงไม่สามารถหาข้อยุติหรือตรวจสอบให้แน่ชัดได้แต่ก็น่าสนใจว่าหลังตำรวจจับกุมซีอุยได้ คดีฆ่าผ่าท้องเด็กก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย !??
ข้อมูลจากหนังสือ ซีอุย มนุษย์กินคน เรียบเรียงโดย ท่านขุน บุญราศรี